แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การซื้อขาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การซื้อขาย แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ข้อควรรู้ และระวังก่อนการลงทุน

ข้อควรรู้ และระวังก่อนการลงทุน
สิ่ง อันตรายที่สุดของคนเรา คือ ความไม่รู้ หรือรู้น้อยเกินไป ไม่ว่างานแขนงใด ย่อมต้องการ ความสามารถ บางอย่าง ในตัวผู้ปฎิบัติ ดังนั้นจึงปฎิเสธไม่ได้ว่า เมื่อต้องการจับอะไร งานอะไร คุณต้ืองเรียนรู้มันก่อน เมื่อนั้น ความเจริญ รุ่งเรืองในงาน จะมาหาคุณ

แต่ หากไม่เรียนรู้พัฒนา สักแต่ทำ หรือจับงานแบบ เป็ด นั่นไม่แปลกเลย ที่มีคนล้มเหลว จากงานทุกชนิดที่จับ รับมาทำ อ่านสักนิด คิดสักหน่อย ค่อย ๆ ทำตาม แล้วคุณจะเป็นงานอีกแขนง ที่ไม่ยาก ที่จะสร้าง เป็นอาชีพหลัก ได้ อาชีพนักเทรด นักลงทุน หรือนักเล่นหุ้นในอนาคต

ฟอร์เร็กพื้นฐาน สิ่งที่ควรรู้ ก่อนการเทรด ฟอร์เร็กซ์

ฟอร์เร็กซ์ ( Forex ) คืออะไร
Foreign Exchange Market ที่รู้จักในชื่อของ FOREX , Forex , Retail Forex , FX , Spot FX หรือ Spot
เป็น ตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยปริมาณการซื้อขาย มากกว่า 4 ล้าน ๆ หรียญต่อวัน เปรียบเทียบ ตลาดหุ้นนิวยอร์ค ที่มีปริมาณการเทรด 25 พันล้านเหรียญต่อวัน จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ตลาดฟอร์เร็กซ์ ใหญ่ขนาดไหน

กล่าวคือ ตลาดฟอร์เร็กซ์ มีขนาดใหญ่กว่า ตลาดฟิวเจอร์ และตลาดหุ้น สหรัฐฯ รวมกันถึง 3 เท่า

ตลาดฟอร์เร็กซ์ เทรดอะไร ?

คำตอบ คือ เทรดค่าเงิน
การ เทรดฟอร์เร็กซ์ คือ การซื้อขายค่าเงิน หากเรา ซื้อค่าเงินอีกค่าเงินหนึ่ง เราก็ขายค่าเงินอีกค่าเงินหนึ่ง ในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะเทรดผ่าน โบรกเกอร์ หรือว่า ดีลเลอร์ นั่นเอง แต่ละครั้งจะเทรดเป็นคู่

ตัวอย่างเช่น ค่าเงินยูโร และ ค่าเงินดอลล่าร์ (EUR/USD) หรือ ค่าเงินปอนด์ และ ค่าเงินเยน (GBP/JPY)

เพราะ คุณไม่ได้ซื้ออะไรที่เป็นรูปร่างจับต้องได้จริง ๆ การเทรดแบบนี้จึงค่อนข้างทำให้สับสน

ให้ลองคิดถึงว่า คุณกำลังซื้อหุ้น โดยที่บริษัทที่คุณซื้อหุ้นของเขานั่นก็คือ ประเทศที่คุณถือค่าเงินนั่นเอง
สมมุติ คุณซื้อเงินเยน หมายถึง คุณกำลังลงทุนในเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นอยู่ ซึ่งราคาของค่าเงินนั้น จะสะท้อนภาวะ ของตลาด ที่ผู้คนในตลาดคิดว่า เศรษฐกิจของญี่ปุ่นจะเป็นอย่างไร ในปัจจุบัน และอนาคต

โดยทั่วไป ผลพวงของ ค่าเงินค่าเงินหนึ่ง ที่มีต่ออีกค่าเงินหนึ่ง จะสะท้อนถึงเศรษฐกิจประเทศหนึ่ง ที่เปรียบเทียบ กับอีกประเทศหนึ่งอยู่

ซึ่งจะแตกต่างกับตลาดทุนอื่นๆ เช่น ตลาดหุ้นนิวยอร์ค

ตลาดฟอร์เร็กซ์ ไม่มีที่ตั้ง คือ ไม่มีศูนย์กลางการแลกเปลี่ยน
ตลาดฟอร์เร็กซ์ จะทำการซื้อขาย ผ่านระบบ OTC ( Over the Counter) ที่เรียกว่า Interbank marketนั่นเอง
เนื่องจาก ตลาดทั้งหมด ทำการซื้อขายในระบบ electronic ด้วยระบบเครือข่ายของธนาคาร จึงสามารถทำการซื้อขาย ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ช่วง ปลายปี 1990 มีแต่รายใหญ่ ๆ เท่านั้นที่เทรดในตลาดนี้ ซึ่งเงินที่คุณต้องมีในการเทรดตลาดนี้ในตอนนั้น คือ 10 ถึง 50 ล้านดอลล่าร์ ส่วนใหญ่จะเป็นธนาคาร หรือ สถาบันการเงินขนาดใหญ่ ที่ไม่ใช่รายย่อย อย่างปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม เพราะพัฒนาการที่รวดเร็วของอินเตอร์เน็ต บริษัทรับเทรดฟอร์เร็กซ์ สามารถที่จะให้เราเปิดบัญชี ที่ใช้ ในการเทรด ให้กับรายย่อยอย่างเราในปัจจุบัน

สิ่งที่คุณต้องมีในการเทรด คือ คอมพิวเตอร์ และ อินเตอร์เน็ตความร็วสูง และที่ขาดไม่ได้ คือ ข้อมูล ซึ่งหาได้จาก เว็บไซต์ต่าง ๆ

ข้อมูล เหล่านี้เขียนขึ้นมาเพื่อให้คำแนะนำ สำหรับนักเทรดที่ยังไม่รู้จักตลาดฟอร์เร็กซ์เลย หรือ นักเทรดมือใหม่ ให้เข้าใจเกี่ยวกับความรู้พื้นฐาน ในตลาด Forex ในแบบ ที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจ

ตลาด Spot คืออะไร ?
Spot คือ ตลาดใดก็ตาม ที่ทำการซื้อขาย ในราคานั้น ๆ ในปัจจุบัน ตามเครื่องมือทางการเงินแต่ละประเภท

เวลาของการเทรดค่าเงิน ?

ตลาด ฟอร์เร็กซ์ มีเอกลักษณ์ของตัวเอง เหมือนกับ ซูเปอร์มาร์เก็ตวอลมาร์ทในสหรัฐ ฯ ซึ่งเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนในโลก เราก็สามารถเทรดได้ ทั้งธนาคารและสถาบันการเงินอื่น ๆ ที่ยังคงเทรดค่าเงินอยู่ทั่วโลก ทั้งวันทั้งคืน จะหยุดเฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์

ตลาดค่าเงินหมุนตามดวงอาทิตย์รอบโลก ดังนั้นเราสามารถเทรดได้ แม้กระทั่งตอนกลางคืน หรือตอนเช้า

 ตลาด ฟอร์เร็กซ์ เป็นตลาดที่ใหญ่ และได้รับความนิยมมากที่สุด ในตลาดทุนทั้งหมดด้วยกันในโลกนี้ มีปริมาณการเทรด มากที่สุด ไม่ว่าจะมาจาก บัญชีเทรดส่วนตัว หรือ องค์กร ซึ่งตลาดนี้ใช้ระบบ OTC ที่นักเทรดแต่ะละคน จะเป็นผู้ตัดสิน ใจ ในการเทรดว่า จะเทรดกับใคร ตามเงื่อนไขของความดึงดูด ที่มีต่อราคา และ ความเป็นที่นิยมของค่าเงิน
ชาร์ทข้างล่างแสดงการเทรด ถึงอัตราส่วนการเทรดของค่าเงินต่าง ๆ ซึ่งค่าเงิน Dollar เป็นค่าเงินที่มีการเทรดมากที่สุด ถึง 86% ของตลาด รองลงคือ เงิน EURO 37% และอันดับสามได้แก่เงินเยน 16.5%

สัดส่วนการเทรด ค่าเงิน

การเทรดฟอร์เร็กซ์ มีข้อดีอย่างไร ?
ต่อไปนี้เป็นเหตุผลบางประการ ที่ตอบคำถามว่า ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงเลือกเทรดฟอร์เร็กซ์

ไม่มี commission (ค่านายหน้า)
ไม่ มีค่าธรรมเนียม ในการส่งคำสั่งซื้อขาย ไม่มีค่าธรรมเนียมในการแลกเปลี่ยน ค่าเงิน ไม่มีค่าธรรมเนียมที่เก็บจากภาครัฐ ไม่มีค่าธรรมเนียมที่คิดโดยโบรคเกอร์ เพราะโบรกเกอร์ จะได้ผลตอบแทน จากส่วนต่างของราคา ที่เรียกว่า Bid กับ Ask หรือเรียกอีกอย่างว่า Spread นั่นเอง

ไม่มีคนกลาง
การเทรด Spot ค่าเงินนั้น จะไม่มีการผ่านคนกลาง ซึ่งทำให้เราสามารถเทรดโดยตรงกับตลาด ตามราคาจริง ของค่าเงินนั้น ๆ

ไม่มีการกำหนด Lot หรือ Size
ใน ตลาดฟิวเจอร์ lot หรือว่า Size ของสัญญาการซื้อขาย ขึ้นอยู่กับ การแลก เปลี่ยนของตัวเครื่องมือนั้นๆ เช่น size มาตรฐานของสัญญาฟิวเจอร์เงิน คือ 5000 ออนซ์ ใน ตลาดฟอร์เร็ก เราสามารถส่งคำสั่งได้ตามใจเรา ซึ่งเหตุผลนี้ ทำให้เทรดเดอร์สามารถเข้าเทรดในตลาดได้ ด้วยเงินเพียง ไม่กี่เหรียญ

ต้นทุนการส่งคำสั่งต่ำ
ต้น ทุนในการส่งคำสั่ง (Bid/Ask หรือ Spread) ซึ่งน้อยกว่า 0.1 เปอร์เซ็นต์ ตามเงื่อนไข ของตลาด สำหรับโบรกเกอร์ใหญ่ ๆ Spread อาจจะน้อยถึง 0.07 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับ Leverage ที่เราใช้

ตลาดที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง
เรา ไม่ต้องรอให้มีคนมาสั่นกระดิ่งเปิดตลาด ตลาดเริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ตอนเย็น จนถึง วันศุกร์ตอนกลางวัน (เวลา สหรัฐฯ บ้านเราเริ่ม ตีสี่ของวันจันทร์-ตีสี่ของเช้ามืดวันเสาร์) ตลาดฟอร์เร็กซ์นั้น ไม่เคยหลับ ซึ่งเหมาะกับคนที่เทรดเป็นงานเสริม เพราะว่าเราสามารถเลือกได้ว่าเราอยากเทรดเมื่อไหร่ ไม่ว่า กลางวันหรือกลางคืน

ไม่มีใครสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของตลาดได้
ตลาด เทรดค่าเงินเป็นตลาดที่ใหญ่มาก และมีนักเทรด มากมาย หลายระดับอยู่ในตลาด ซึ่งไม่มีใคร(แม้แต่ธนาคารกลาง) ที่จะสามารถควบคุมราคาให้เคลื่อนไหว ไปตาม ความต้องการของเขาได้

Leverage (คาน)
ในการเทรดฟอร์เร็กซ์ แม้เราจะฝากเงินเข้าเพียงน้อยนิด แต่เราก็สามารถถือครองสัญญา ที่มี ขนาดใหญ่กว่าเงินในบัญชีของเราได้ Leverage ให้เทรดเดอร์สามารถทำกำไรได้ ในขณะที่มีความเสี่ยงของเงิน ทุนต่ำ

ตัวอย่าง โบรกเกอร์หนึ่งอนุญาตให้เราใช้ Leverage 1:200 หมายถึง หากเรามีเงินมาร์จิ้น 50 ดอลล่าร์ แต่นักเทรด สามารถซื้อหรือขาย สัญญามูลค่า 10,000 เหรียญได้ เช่นเดียวกัน หากเรามีมาร์จิ้นอยู่ 500 เหรียญ เราก็สามารถ เทรด สัญญามูลค่า 100,000 เหรียญ ได้เช่นกัน

แต่ ว่า Leveraage เหมือนดาบสองคม ถ้าเราไม่มีการจัดการความเสี่ยงที่ดี การใช้ Leverage สูง จะทำให้เราขาดทุน หรือกำไรมหาศาล ได้เหมือนกัน

มีสภาพคล่องสูง
เพราะ ตลาดฟอร์เร็กซ์เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก จึงทำให้มีสภาพคล่องสูงเช่นกัน หมายถึง ภายใต้สภาวะตลาดปกติ เมื่อเราคลิกเมาส์ ส่งออร์เดอร์ เราจะสามารถส่งคำสั่งได้ทันที เราจะไม่ติดขัดในการเทรด ไม่ว่าเราจะตั้งให้เปิดออร์เดอร์แบบอัติโนมัติ เมื่อถึงราคาที่กำหนด (Limit order) หรือ ให้ปิดออร์เดอร์อัติโนมัติ ถ้าราคาไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด (Stop loss order)

มี บัญชีเทรด Demo, ข่าว, กราฟ และบทวิเคราะห์บริการให้
โบรกเกอร์ ออนไลน์ส่วนใหญ่ จะมีบัญชี demo ให้ใช้ในการฝึกเทรด พร้อมกับบริการข่าว และกราฟ รวมอยู่ในโปรแกรมเทรด โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ สิ่งเหล่านี้ เป็นข้อมูลที่คุณค่าสำหรับนักเทรดที่ "น่าสงสาร" และนักเทรดที่ชาญฉลาด ที่อยากจะฝึกปรือฝีมือตัวเอง ในการ เทรด ก่อนที่จะเปิดบัญชีเงินจริง และเสี่ยงในเงินจริงๆ

การเทรดบัญชี Mini และ บัญชี Micro
เราอาจ จะคิดว่าการที่จะเป็นนักเทรดค่าเงินขึ้นมาได้นั้น จะต้องใช้เงิน มหาศาล แต่จริงๆ แล้วถ้าเรามาเทียบการเทรดค่าเงิน กับตลาดหุ้นออฟชั่น หรือฟิวเจอร์ แต่ว่าไม่ใช่อย่างนั้น โบรกเกอร์ ออนไลน์หลายๆ ที่ มีบริการบัญชี Mini กับ บัญชี Micro ซึ่งบางโบรคเกอร์อนุญาติให้เรา ฝากเงินได้ ต่ำสุด เพียง 300 เหรียญ หรือต่ำกว่านั้นก็มี แต่เราไม่ได้หมายถึงว่า เราควรจะเปิดบัญชีกับพวกเขาโดยใช้เงิน ให้น้อยที่สุดนะ แต่เรากำลัง หมายถึงว่า มันทำให้ฟอร์เร็กซ์เข้าถึงคนได้หลายกลุ่ม หลายสาขาอาชีพ ผู้ซึ่งไม่มีเงิน มากในการเปิดบัญชีครั้งแรก

ต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการเริ่มเทรดฟอร์เร็กซ์
การ เทรดฟอร์เร็กซ์ เราอาจจะเปิดบัญชีด้วยเงินไม่กี่สิบกี่ร้อยเหรียญ ซึ่งเป็นการดีแล้วในการเริ่มต้น ที่จะลองเอา ขาจุ่มลงน้ำ โดยคุณจะไม่จมน้ำ ศึกษาให้ดีก่อนลงทุนเงินจริงในจำนวนมาก ๆ

 ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://siammetatrader.com/index.php/topic,546.0.html

ความแตกต่างระหว่าง forex กับ Futures


ความแตกต่างระหว่าง forex กับ Futures


                  ความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่าง ฟอร์เร็กซ์ กับ Futures
                           ความได้เปรียบ                Forex         Futures
                   เทรดได้ตลอด 24 ชั่วโมง           YES            NO
                 ไม่มีค่าคอมมิชชั่นในการเทรด*        YES            NO
                    มี leverage สูงถึง 1:400         YES            NO
                       มีราคาที่แน่นอน                   YES            NO
                      ความเสี่ยงมีจำกัด                  YES            NO

สภาพคล่อง
ตลาด ฟอร์เร็กซ์ มีปริมาณการซื้อขาย 2 ล้าน ๆ เหรียญต่อวัน เป็นตลาดที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดในโลก ซึ่งถ้าเราเทียบ กันกับตลาดอื่นแล้ว ทำให้ปริมาณหรือขนาดของตลาดทุนอื่น ๆ ดูเล็กลงไปทันที ตลาดฟิวเจอร์เทรดอยู่ราว ๆ 30,000 ล้านเหรียญต่อวัน ตลาดฟิวเจอร์ไม่สามารถแข่งกับตลาดฟอร์เร็กซ์ เพราะมีปริมาณการเทรดที่จำกัด หมายความว่า ฟอร์เร็กซ์ ออร์เดอร์สามารถส่งคำสั่งใด ๆ ก็ตามได้ตลอดเวลา โดยปราศจากการคลาดเคลื่อนของราคา นอกจาก ในช่วงที่ตลาด มีความผันผวนสูงหรืออยู่ในภาวะที่ไมปกติเท่านั้น

เทรดได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ณ.เวลาบ่าย 2:15 วันอาทิตย์ (ตามเวลาสากล และท้องถิ่น)
ตลาดเริ่มเทรดที่ ซิดนีย์ และสิงคโปร์
เวลา หนึ่งทุ่มตรง ตลาดโตเกียว เปิดทำการ
ตามตลาดลอนดอนเวลาตีสอง
และ สุดท้ายตลาดนิวยอร์คเปิดเวลา 8 โมงเช้า
และ ปิดที่เวลา 5 โมงเย็น
ดัง นั้นก่อนที่ตลาดนิวยอร์คจะปิด ตลาดสิงคโปร์ และตลาดซิดนีย์ ก็กลับมาเปิดอีกครั้งแล้ว และก็วนอย่างนี้ ไม่รู้จัก จบสิ้น จนสุดสัปดาห์
ใน ฐานะเทรดเดอร์คนหนึ่ง ทำให้ต้องสนใจกับ ข่าวดีหรือข่าวร้าย ที่เกิดขึ้นด้วยการเทรด ถ้าเหากว่ามีข้อมูลที่สำคัญ ออกมา จากอังกฤษ หรือว่า ญี่ปุ่น ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ กำลังจะปิด นั่นหมายความ ถ้ามันเปิดตลาดมาวันต่อไป ราคาต่อวิ่งกระฉูดแน่นอน
(ตอนกลางคืน แม้อาจจะมีการเทรดฟิวเจอร์ค่าเงินอยู่บ้าง แต่ว่าปริมาณการเทรดก็เบาบาง ไม่มากนัก และยากเกินไป สำหรับนักลงทุนทั่วไปที่จะเข้าเทรด)

ไม่มีค่าคอมมิชชั่นในการเทรด
อะไร สำคัญที่สุดในการเทรดค่าเงิน คุณไม่ต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่น เพราะคุณติดต่อโดยตรงกับ market maker ทางโปรแกรมออนไลน์ คุณไม่ได้จ่ายค่าธรรมเนียมให้คนกลางไม่ว่าจะเป็นการซื้อ หรือขาย แต่ว่าก็ยังมี ค่าใช้จ่าย นิดหน่อย คือค่า Spread ในการเทรดฟิวเจอร์ หรือการเทรดหุ้น หรือ Equity ก็มีเหมือนกัน โบรคเกอร์ จะได้ผล ตอบแทนจากค่า spread แทนที่จะเป็นค่าคอมมิชชั่น

มีราคาที่แน่นอน
เมื่อ เทรดฟอร์เร็กซ์ คำสั่งซื้อขายของคุณจะได้รับการส่งคำสั่งอย่างรวดเร็ว และได้ราคาที่คุณคิดไว้ ภายใต้ภาวะ ตลาดปกติ แต่ในทางกลับกัน ราคาของฟิวเจอร์ หรือ equity คุณอาจจะไม่ได้ราคาที่คุณอยากซื้อ หรือสามารถส่งคำสั่ง แล้วได้ออร์เดอร์นั้นทันทีทันใด แม้ว่าคุณจะใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงขนาดไหน หรือ โบรคเกอร์ของคุณสามารถ ส่งคำสั่งได้เร็วขนาดไหน ราคาที่คุณต้องตั้งไว้นั้น อยู่ไกลจากราคาปัจจุบัน เพราะเมื่อคุณส่งราคานั้นออกไป มันเป็น ราคาสุดท้ายที่มีการเทรด แต่ไม่ใช่ราคาที่ตัวสัญญาระบุราคาไว้ (เพราะว่าฟิวเจอร์เป็นการซื้อขายราคาในอนาคต)

ความเสี่ยงมีจำกัด
นัก เทรดจะมี Position Limit วัตถุประสงค์เพื่อจัดการความเสี่ยง ตัวเลขนี้เกี่ยวกับจำนวนเงินในบัญชีเทรดของ เทรดเดอร์ ความเสี่ยงถูกจำกัดให้เหลือน้อยลงในตลาดฟอร์เร็กซ์ เพราะโปรแกรมที่นักเทรดใช้อยู่ จะเรียก มาร์จิ้น เพิ่มอัติโนมัติ (margin call) เมื่อเทรดเดอร์ไม่มีมาร์จิ้นเหลืออีก ออร์เดอร์ที่เปิดอยู่จะถูกปิดทันทีตามขนาด ของ Position ที่เปิดอยู่ ในตลาดฟิวเจอร์ Position ของคุณจะต้องใส่เงินเพิ่มเข้าไปตลอด ถ้ามันขาดทุน หรือว่า มีมูลค่า ต่ำกว่ามาร์จิ้นที่โบรคเกอร์กำหนด คุณต้องใส่เงินจำนวนที่เท่ากับจำนวนที่ขาดทุน เข้าไปในบัญชี มันเป็นเรื่องบ้ามาก

เหตุผลที่นอกเหนือจากข้อดังกล่าว

ไม่มีคนกลาง

คน กลางในการแลกเปลี่ยน สามารถทำให้เราได้เปรียบหลาย ๆ อย่าง แต่ปัญหาอย่างหนึ่งของการเทรด โดยการผ่าน คนกลางคือ ความสัมพันธ์ของคนกลาง ซึ่งระหว่างกลุ่มเทรดเดอร ์และด้านผู้ซื้อ ด้านผู้ขาย ในตลาดการทุน ทุกเครื่องมือทางการเงิน ต้องมีค่าใช้จ่าย ที่เราต้องจ่ายให้คนกลาง ซึ่งอาจจะคิดเป็นเวลา หรือเป็นค่าธรรมเนียมตายตัว ก็แล้วแต่ แต่การเทรดค่าเงินนั้น ไม่ต้องผ่านคนกลาง และเทรดเดอร์ยังสามารถเทรดได้กับตลาดโดยตรงซึ่ง market maker เป็นผู้รับผิดชอบต่อออร์เดอร์ ที่เทรดเดอร์เป็นผู้ส่งราคานั้น ๆ ดังนั้น ฟอร์เร็กซ์ ซื้อขายได้ทันท่วงทีมากกว่า และยังมีต้นทุน ที่ถูกกว่าอีกด้วย

ไม่มีใครสามารถควบคุมตลาดได้
หลาย ๆ ครั้งที่อาจจะได้ยินว่า กองทุน A กำลังเทขาย X หรือ กำลัง ซื้อ Z มีข่าวลือว่ากองทุนกำลังจะ เทขาย ทำกำไร เพราะว่าถึงเวลาใกล้ปิดบัญชีแล้ว หรือว่าจะเป็นวัน "triple witching day"(เป็นวันที่ สัญญาออพชั่น หรือ ฟิวเจอร์ หมดพร้อมกันทั้ง index และก็ตัวหุ้นเอง) , และเหตุผลต่าง ๆ นานา ที่ออกมาอธิบายว่าทำไม หุ้นถึงขึ้น หรือทำไม ตลาดอยู่ภาวะตลาดหมี หรือ ตลาดกระทิง ตลาดหุ้นเป็นตลาดที่เคลื่อนไหว ไปตามกองทุนไม่ว่าจะ ซื้อหรือขาย ในการเทรดฟอร์เร็กซ์ การเข้ามาควบคุมตลาดได้ของธนาคารขนาดใหญ่หรือกองทุนใหญ่ ๆ มีน้อยมาก ธนาคาร เฮดจ์ฟันด์ รัฐบาล หรือแม้แต่บริษัทรับแลกเงินต่าง ๆ ทั้งหมด เป็นแค่ผู้เทรดในตลาดทั่วโลก ซึ่งทำให้มันมีสภาพคล่อง หรือมูลค่ามหาศาลนั่นเอง

นักวิเคราะห์ กับ บริษัทโบรคเกอร์ มีบทบาทน้อย ในการชักนำตลาด
คุณ เคยได้ยินเรื่องหุ้น หรือไม่ว่า บทวิเคราะห์ที่โบรคเกอร์ออกมาให้คำแนะนำ เช่น ซื้อ เมื่อหุ้นราคากำลังปรับฐาน มันเป็นธรรมชาติของการลงทุนแบบนี้ ไม่ว่ารัฐบาลจะออกมาเตือน และไม่สนับสนุน การกระทำของโบรคเกอร์ แต่ว่าเราก็ยังได้เห็นมันอยู่ การเปิดขายหุ้น IPO ให้กับประชาชนทั่วไป เป็นโอกาสในการได้เป็นมหาชนของบริษัท และยังเป็นโอกาส ในการทำ กำไรของโบรคเกอร์อีกด้วย ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างมีผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งนักวิเคราะห์ ก็ทำงานให้โบรคเกอร์ อยู่แล้ว และโบรคเกอร์ก็ต้องการลูกค้า ก็เป็นธรรมดา ที่พวกเขาจะได้ผลประโยชน์ร่วมกัน และเราก็ยังตกเป็นเหยื่ออยู่เรื่อยไป ตลาดแลกเปลี่ยนค่าเงินฟอร์เร็กซ์เป็นตลาดใหญ่ มีปริมาณการเทรดเป็นพัน ๆ ล้านจากธนาคารทั่วทุกมุมถนนทั่วโลก และเพราะ มันเป็นตลาดการเงินของโลก นักวิเคราะห์ในตลาดฟอร์เร็กซ์ ไม่สามารถเป็นผู้ชี้นำทิศทางตลาด ให้กับ เทรดเดอร์ได้ พวกเขาเพียงทำได้แค่ ่วิเคราะห์ตามภาวะตลาดเท่านั้นเอง

หุ้น 8,000 ตัว กับ 4 ค่าเงิน
มี หุ้นอยู่ในตลาดหุ้น New York Stock exchange.ประมาณ 4,500 ตัวและ อีกราว ๆ 3500 ตัวในตลาด NASDAQ. คุณเทรดตลาดไหนอยู่ คุณจะมีเวลาที่ไหนไปหาบริษัทที่มีผลประกอบการจากบริษัททั้งหมด แปดพันกว่าบริษัท แต่ ในตลาดค่าเงิน เรามีค่าเงินเพียงไม่กี่คู่ และ่ส่วนใหญ่ที่เทรดกัน มีแค่ 4 ค่าเงิน การดู 4 ค่าเงินง่ายกว่า การดูหุ้น 8 พันตัว คุณคงคิดเองได้

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://siammetatrader.com/index.php/topic,545.0.html

เกี่ยวกับ forex

เกี่ยวกับ forex  Forex...คือหุ้นประเภทหนึ่ง
คำ ถามหนึ่งที่เรามักจะถูกถามอยู่บ่อยๆ ก็คือ “การซื้อขาย Forex คืออะไร?” มีมานานเท่าไหร่? ตลาดใหญ่แค่ไหน? ใครคือผู้เล่นที่สำคัญ? อะไรทำให้อัตราสกุลเงินเปลี่ยนแปลงไป?
และนี่คำตอบเหล่านั้นของคุณ!
Forex คืออะไร?
Forex เป็นตลาดการค้าเสรีสกุลเงินระหว่างประเทศ ผู้ค้าสั่งซื้อสกุลเงินหนึ่งเพื่อแลกกับเงินสกุลเงินอื่น ตัวอย่างเช่น ผู้ค้าอาจต้องการซื้อเงินยูโรและกับดอลลาร์สหรัฐและจะใช้บริการตลาด Forex ทำการแลกเปลี่ยน
ตลาด Forex เป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีมูลค่าการซื้อขายกว่า $4 ล้านล้านเหรียญในแต่ละวัน จำนวนเงินซื้อขายในแต่ละสัปดาห์มีขนาดใหญ่กว่า GDP ทั้งปีของสหรัฐอเมริกา
สกุลเงินหลักที่ใช้ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนคือเงินดอลลาร์สหรัฐ
Forex มีมานานแค่ไหน?
เมื่อ โลกกำลังถูกฉีกตัวเองลงจากสงครามโลกครั้งที่สองอย่างต่อเนื่อง ก็มีความจำเป็นเร่งด่วนในเรื่องความมั่นคงทางการเงิน ประเทศจาก 29 ประเทศจึงมาพบเจรจากันที่ Bretton Woods และตกลงกันในระบบเศรษฐกิจใหม่ สิ่งหนึ่งในนั้นก็คือ อัตราแลกเปลี่ยนที่ถูกกำหนดขึ้น
กองทุนการเงิน ระหว่างประเทศ (IMF) ถูกก่อตั้งขึ้นภายใต้ข้อตกลง Bretton Woods และเริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2492 อัตราแลกเปลี่ยนที่เกิน 1% ทั้งหมดจะต้องได้รับการอนุมัติจาก IMF ซึ่งมีผลทำให้อัตราแลกเปลี่ยนถูกกำหนดไว้อย่างตายตัว
ปลายปี พ.ศ. 2503 ระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราคงที่เริ่มต้นสลายตัวลง สืบเนื่องมาจากปัจจัยทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มากมาย ท้ายสุดแล้วในปี พ.ศ. 2514 ประธานาธิบดีนิกสัน ระงับการผูกเงินดอลลาร์สหรัฐไว้กับทอง โดยเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขการล่มสลายของเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ที่รู้จักกันว่า นิกสัน
ช็อค (Nixon shock) จนนำไปสู่​การเกิดตลาดระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราลอยตัวขึ้นในช่วงต้นปี พ.ศ. 2516 โดยปี พ.ศ. 2519 ทุกสกุลเงินหลักมีอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว
ใครเป็นผู้ซื้อขายในตลาด Forex?
มี ผู้เล่นที่แตกต่างกันจำนวนมากในตลาด forex มีทั้งที่ซื้อขายเพื่อทำกำไร บางคนค้าเพื่อป้องกันความเสี่ยง และบ้างก็เพียงต้องการซื้อเงินตราต่างประเทศเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการ ผู้เล่นต่างๆ มีดังต่อไปนี้:

    ธนาคารกลางของรัฐบาล
    ธนาคารพาณิชย์
    ธนาคารเพื่อการลงทุน
    โบรกเกอร์และตัวแทนจำหน่าย
    กองทุนบำเหน็จบำนาญ
    บริษัทประกันภัย
    องค์กรระหว่างประเทศ
    บุคคลทั่วไป

ตลาด Forex เปิดทำการตอนไหน?
ต่าง จากกับตลาดหุ้นที่มีการเปิดปิดตามเวลา ตลาด Forex เปิดตลอด 24 ชั่วโมงทั้งห้าวันในสัปดาห์ ธนาคารต้องซื้อและขายสกุลเงินตลอด 24 ชั่วโมงและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจะต้องเปิดให้บริการ
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินคืออะไร?
เช่นเดียวกับตลาดทั่วๆ ไป ตลาด Forex ถูกขับเคลื่อนไปโดยอุปสงค์และอุปทาน:

    หากผู้ซื้อมีมากกว่าผู้ขาย ราคาก็ขึ้น
    หากผู้ขายมีมากกว่าผู้ซื้อ ราคาก็ลง

ปัจจัยต่อไปนี้สามารถมีอิทธิพลต่ออัตราแลกเปลี่ยน:

    ผลการดำเนินการทางเศรษฐกิจของชาติ
    นโยบายธนาคารกลาง
    อัตราดอกเบี้ย
    งบการค้าระหว่างประเทศ – การนำเข้าและการส่งออก
    ปัจจัยทางการเมือง – เช่น การเลือกตั้งและการเปลี่ยนแปลงนโยบาย
    ความเชื่อมั่นของตลาด – ความคาดหวังและข่าวลือ
    สิ่งที่มองไม่เห็น – การก่อการร้ายและภัยพิบัติทางธรรมชาติ

แม้ จะมีปัจจัยเหล่านี้ทั้งหมด ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราทั่วโลกก็มีเสถียรภาพมากกว่าตลาดหุ้น อัตราแลกเปลี่ยนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ และเป็นจำนวนเงินไม่มาก
ข้อดีของตลาด Forex คืออะไร?
ตลาด Forex มีข้อดีหลายประการ ดังต่อไปนี้:

    เป็นตลาดใหญ่ที่สุดในโลกอยู่แล้ว และจะยังคงเติบโตต่อไปอย่างรวดเร็ว
    มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างกว้างขวาง – ทำให้ทุกคนสามารถใช้บริการได้
    ผู้ค้าสามารถทำกำไรได้ทั้งจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและอ่อนแอ
    ผู้ค้าสามารถลงคำสั่งซื้อระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งไม่สามารถทำได้ในตลาดอื่นๆ
    ตลาดจะไม่ได้ถูกใครควบคุมไว้
    ค่านายหน้าซื้อขายต่ำมากหรือแทบจะไม่มีเลย
    ตลาดจะเปิดตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงวันธรรมดา

ขั้นตอนการเปิดบัญชีโปรดคลิ๊ก

ประวัติของ FOREX
ตลาด แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่เราเห็นในทุกวันนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 1973 เนื่องจากระบบ Bretton Woods ของอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ถูกยกเลิก เพราะผลพวงของการสลับไปยังอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว ทำให้ผู้เล่นจำนวนมากหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ นักค้าเงินเหล่านี้ทำการซื้อขายในลักษณะเก็งกำไรค่อนข้างมาก และเป็นสาเหตุให้ความผันผวนของค่าเงินเพิ่มสูงขึ้น

*** มีบริษัทเถื่อน หลายบริษัทที่เปิดในไทย แล้วเอา Forex มาอ้างนะครับ Forex ในไทยยังไม่อนุญาติให้เปิดดำเนินการ แต่นักเล่นหุ้นบางคนเค้าบอกว่า ... Forex ดีกว่าหุ้นไทย


เพราะปั่นได้ยาก และยังมีเวลาเล่นได้ 24 ชม.ถึง 5 วัน ทำกำไรได้เยอะ เพราะรอดูการเปลี่ยนแปลงของหุ้นได้นาน ..แต่ที่พวกเราเล่น เล่นใน server ต่างประเทศที่มีสมัครจำนวนมาก
รวมไป ถึงแบบ Broker ยังมีห้องแชทให้พูดคุยกันแบบสดๆตลอดเวลา เพื่อสอบถามปัญหาต่างๆรวมถึงเทคนิด แนวโน้ม ของกราฟ ทั้งนี้ห้องจะแยกออกเป็นหมวดต่างๆ
รวมถึงแยกเป็นประเทศต่างๆด้วยเพื่อความสะดวกในการใช้งานของสมาชิก**************



FOREX คืออะไร
แรก สุด FOREX คือเครื่องมือทางการเงินขนาดใหญ่ที่เอื้อให้เทรดเดอร์ทำกำไรได้แม้ค่าเงินใน ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศมีความผันผวนเพียงเล็กน้อย ขอบข่ายของ FOREX นั้นมีขนาดใหญ่ โดยมีปริมาณการซื้อขายในแต่ละวันเกิน 5,000 ล้านดอลลาร์ ไม่มีตลาดโภคภัณฑ์ ตลาดซื้อขายล่วงหน้าหรือตลาดหุ้นใดที่สามารถเทียบเท่ากับ FOREX
ประการ ที่สอง FOREX คือระบบโลกอันทรงพลังที่สุดที่ไม่ได้มีศูนย์เพียงแห่งเดียว การดำเนินการซื้อขายมีขึ้นแบบไม่มีวันหยุดตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ โดยมีการซื้อขายสกุลเงินต่างๆ ในแต่ละวัน เช่น ปอนด์อังกฤษ (GBP), ยูโร (EUR), ดอลลาร์สหรัฐ (USD), เยน (JPY), ฟรังค์ (CHF), ดอลลาร์แคนาดา (CAD), ดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) และอื่นๆ อีกมากมาย ธนาคาร ผู้ดูแลสภาพคล่องของตลาด รวมถึงนายหน้า นายหน้าอิสระ (เช่น EXNESS) นักลงทุนและเทรดเดอร์ต่างๆ จะซื้อและขายสกุลเงินบน FOREX
วัตถุประสงค์ ของการซื้อขายบน FOREX จะเหมือนกับตลาดอื่นๆ คือ ซื้อสินค้าในราคาถูกและขายให้ได้ราคาเดิมหรือราคาที่สูงกว่า เมื่ออยู่บนตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ สินค้าคืออัตราแลกเปลี่ยนของประเทศต่างๆ และแต่ละสกุลเงินจะมีราคา ธนาคารต่างๆ จะทำธุรกรรม FX สำหรับการชำระราคาระหว่างคู่สัญญาจากประเทศต่างๆ เพื่อการชำระเงินระหว่างรัฐ การดำเนินการเก็งกำไร ฯลฯ การเสนอราคาจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และแสดงปฏิกิริยาต่อการซื้อขายจำนวนมาก เครื่องบ่งชี้ทางเศรษฐกิจและเครื่องบ่งชี้อื่นๆ อัตราดอกเบี้ย การดำเนินการของธนาคาร เวลาในแต่ละวัน และสิ่งเลือกใช้และความคาดหวังของเทรดเดอร์
เป้าหมายของเทรดเดอร์คือ กำหนดทิศทางของค่าเงิน ซื้อสกุลเงินที่กำลังแข็งค่าขึ้นและขายสกุลเงินที่มีราคาลดลงเพื่อทำกำไร ด้วยการแปลงค่าเงิน
เมื่อก่อน คนธรรมดาไม่สามารถซื้อขายใน FOREX ได้เนื่องจากหากต้องการดำเนินการในตลาดนี้ บุคคลนั้นจำเป็นต้องมีเงินจำนวนมากอยู่ในมือ (ประมาณ 1 ล้านดอลลาร์) อย่างไรก็ดี ด้วยพัฒนาการของอินเทอร์เน็ตและนายหน้า ทำให้ในปัจจุบันเกือบทุกคนสวมบทบาทเป็นเทรดเดอร์ได้
Blog นี้จึงเปิดโอกาสให้เทรดเดอร์ทุกคนได้รู้จัก FOREX ไม่ว่าเทรดเดอร์นั้นจะมีระดับความเป็นมืออาชีพและมือใหม่ก็ตาม
ธุรก รรมการซื้อ-ขายสกุลเงินของเราจะดำเนินการผ่านรูปแบบการซื้อขายด้วยโปรแกรม Meta Trader 4 ที่ใช้งานได้ง่ายๆ เมื่อใช้ Meta Trader 4 เทรดเดอร์ทุกรายสามารถรับการเสนอราคาได้ในโหมดเวลาจริงจากผู้มีส่วนร่วมใน ตลาด เช่น ธนาคารและตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุด เทอร์มินัลจะแสดงกราฟิกการเปลี่ยนแปลงราคาในปัจจุบันสำหรับเงินทุกสกุล เทรดเดอร์เพียงแค่เข้าสู่พื้นที่ส่วนบุคคล(login account)ในโปรแกรม MT4 เพื่อซื้อหรือขายสกุลเงินที่เลือกผ่านบัญชีการซื้อขายของตัวเอง

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://siammetatrader.com/index.php/topic,543.0.html

Forex คืออะไร

Forex คืออะไร


ถ้า คุณเคยเดินทางไปต่างประเทศ คุณจะต้องเคยเห็นบูธสำหรับแลกเปลี่ยนสกุลเงินตามสนามบินหรือสถานที่ท่อง เที่ยวต่างๆ และคุณจะต้องเคยนำเงินในกระเป๋าของคุณเข้าไปแลกเปลี่ยนให้เป็นเงินสกุลของ ประเทศที่คุณเดินทางไป เพื่อเอาไว้ใช้จ่ายซื้อของในประเทศนั้น
การทำ อย่างนี้ก็คือคุณได้เข้ามามีส่วนร่วมในตลาด Forex แล้ว คือคุณมีการแลกเปลี่ยนสกุลเงิน เช่นคุณขายเงินของคุณซึ่งเป็นสกุลเงินบาทและซื้อเงินสกุลดอลลาร์มาเก็บไว้ ใช้จ่าย
และสมมติตอนคุณกำลังจะเดินทางกลับประเทศ คุณได้เข้าไปที่บูธแลกเปลี่ยนสกุลเงินเพื่อจะนำเงินดอลลาร์ที่เหลือจากการ ใช้จ่ายมาแลกเปลี่ยนคืนให้เป็นสกุลเงินบาท คุณพบว่าสกุลงินดอลลาร์มีมูลค่าเพิ่มขึ้น และจากอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินที่เปลี่ยนไป ทำให้คุณสามารถทำกำไรจากการแลกเปลี่ยนเงินคืนได้
ตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยน สกุลเงินต่างประเทศ (Foreign Exchange) หรือปกติเราเรียกว่า “Forex” หรือ “FX” เป็นตลาดการเงินการลงทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ตลาด Forex จะมีขนาดใหญ่กว่ามากอย่างเทียบกันไม่ได้ คือมีมูลค่าการซื้อขายถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน
เรามาลองเปรียบเทียบ ให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น สมมติเราเปรียบตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก New York Stock Exchange (NYSE) ซึ่งมีมูลค่าการซื้อขาย 22,400 ล้านดอลลาร์ต่อวัน เป็นสัตว์ประหลาดด้านล่างนี้


 ทุกๆ วันคุณอาจจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับตลาดหุ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นจากทีวี วิทยุ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ หรือเว็บไซต์เกี่ยวกับการเงินการลงทุนต่างๆ ทำให้คุณอาจจะรู้สึกว่าตลาดหุ้นนั้นเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก
แต่ถ้าคุณนำตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลกมาเปรียบเทียบกับตลาด Forex ก็จะมีลักษณะเช่นนี้

สังเกตกราฟด้านล่างแสดงมูลค่าการซื้อขายต่อวันของตลาด Forex เปรียบเทียบกับ ตลาดหุ้นนิวยอร์ค โตเกียว และประเทศไทย


จะ เห็นได้ว่าตลาด Forex มีขนาดใหญ่กว่าตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดถึง 200 เท่า และในปริมาณการซื้อขายทั้งหมดของตลาด 5 ล้านล้านดอลลาร์ มีมูลค่าการซื้อขายที่เกิดจากนักลงทุนรายย่อยหรือนักลงทุนอิสระ(นักลง ทุนอย่างพวกเรา)ถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์!

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://siammetatrader.com/index.php/topic,541.0.html

เล่นหุ้นออนไลน์ มือใหม่โปรดคลิ๊ก


"การ สร้างรายได้จากโลกออนไลน์ในปัจจุบันนี้ มีมากมายหลายรูปแบบ ผ่านธุรกิจต่างๆรวมไปถึงการลงทุนในตลาด Forex หรือตลาดซื้อขายสกุลเงินระหว่างประเทศซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถสร้าง รายได้ให้คุณได้อย่างมหาศาล"

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากจะเล่นหุ้นแต่ มีทุนไม่เพียงพอหรือมีเงินทุนเพียงพอสำหรับการเล่นหุ้นอยู่แล้วก็ลองอ่านราย ละเอียดเกี่ยวกับการเทรด Forex ดูครับ เพราะเป็นการลงทุนที่น่าสนใจการเทรด Forex จะคล้าย ๆ กับการเล่นหุ้นแต่ Forex จะมีสะภาพคล่องสูงกว่ามาก กร๊าฟวิ่งขึ้น-ลงเร็วและยังสามารถเล่นได้ทั้งกร๊าฟขาขึ้นและขาลง จากสภาพคล่องสูงนี่เองที่ทำให้เทรดได้หรือเสียเร็ว เงินลงทุนก็เริ่มต้นเพียง $1 เท่านั้น
Forex คืออะไร?
Forex (FOReign Exchange market) คือ ตลาดทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สิ่งที่ซื้อ-ขายกันในตลาดนี้คือเงินตราสกุลต่างๆ (การเก็งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน) ในการซื้อ-ขายเงินตราเหล่านี้จะอยู่ในรูปแบบการจับคู่แลกเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น EUR/USD, USD/JPY, GBP/USD, USD/CHF, USD/CAD, GBP/JPY เป็นต้น


ตลาด Forex มีมูลค่าการซื้อขายต่อวันสูงถึง 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากกว่าทุกตลาดทางการเงินในโลกนี้รวมกัน โดยก่อนที่จะมีอินเตอร์เน็ตแพร่หลายนั้น ตลาด Forex จะมีผู้เล่นเพียงบางกลุ่มเท่านั้น เช่น ธนาคาร กองทุน ผู้นำเข้า และส่งออก แต่เมื่อมีอินเตอร์เน็ตก็เริ่มมีการพัฒนาระบบเทรดบนอินเตอร์เน็ต และเริ่มมีโบรกเกอร์ที่ให้บริการสำหรับนักลงทุนรายย่อยที่สนใจให้สามารถ เริ่มต้นเทรดได้ด้วยทุนเพียง $1 เท่านั้น จึงทำให้การลงทุนในตลาดแห่งนี้แพร่หลายไปทั่วโลก


 ตลาด Forex คือ ตลาดกลางสำหรับซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่าง ๆ ทั่วโลก ที่รู้จักในชื่อของ FOREX , Forex , Retail Forex , FX , Spot FX หรือ Spot
ตลาด Forex นั้นเป็นตลาดการเงินที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในโลก และกระจายอยู่ทั่วโลก ได้แก่ นิวยอร์ค ลอนดอน ญี่ปุ่น ยุโรป และ ออสเตรเลีย การที่มีตลาดใหญ่กระจายอยู่ทั่วโลก โดยแต่ละพื้นที่มีเวลาเหลื่อมกัน ทำให้เสมือนว่าตลาด Forex นั้นเปิด และมีการซื้อขายอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถ้าเทียบกับเวลาในประเทศไทยแล้ว ตลาด Forex เปิดทำการตั้งแต่ตี 4 ของเช้าวันจันทร์ จนถึง ตี 4 เช้าวันเสาร์ หรือก็คือ 24 ชม ยกเว้นวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ นั้นเอง ปัจจุบันตลาด Forex นั้นมีมูลค่าการซื้อขายต่อวัน สูงถึง 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากกว่าทุกตลาดทางการเงินในโลกนี้รวมกัน

 ผลตอบแทนกับการลงทุนในตลาด FOREX

ผล ตอบแทนจากการลงทุนในตลาด Forex นั้นสูงมาก เมื่อเทียบกับการลงทุนในตลาดหุ้น หรือการลงทุนในกองทุน สำหรับผู้ติดตามการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงิน อาจสงสัยว่าการลงทุนในตลาด Forex ซึ่งซื้อขายเงินตราสกุลเงินต่าง ๆ จะให้ผลตอบแทนสูงได้อย่างไร ในเมื่อแต่ละวันอัตราการเปลี่ยนแปลงราคาของสกุลเงินต่าง ๆ นั้นเปลี่ยนแปลงน้อยมาก (ไม่ถึง 1%)


สิ่งที่ทำให้ตลาด Forex ให้ผลตอบแทนสูง นั่นคือ "ระบบ Leverage" ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุน สามารถลงทุนและทำกำไรได้เหมือนมีทุนเป็นร้อยเท่าจากทุนจริงที่มีอยู่ และสามารถเลือกทำกำไรได้ทั้งขาขึ้น และขาลง ซึ่งทั้งหมดนี้เหมือนกับการลงทุนใน Gold Future, TFEX หรือ SET50 Future เพียงแต่ว่า สัดส่วน Leverage นั้นสูงกว่ามาก


หลายคนอาจสงสัย ว่า.. "ผลตอบแทนสูง นั้นสูงขนาดไหน ?" เปรียบเทียบให้เห็นภาพมากขึ้น การลงทุนซื้อหุ้นในตลาดทุนเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเกิดได้บ่อย
แต่สำหรับตลาด Forex การทำกำไรนั้น เป็นเรื่องปกติ และธรรมดามาก จะเห็นได้ว่า ผลตอบแทนนั้นสูงมาก แต่ในทางกลับกันก็เป็นการลงทุนที่มีอัตราเสี่ยงสูงมาก (High Risk = High Return)
มี 100 ก็หมด 100 ได้ไม่ยาก ในเวลาอันสั้นเช่นกัน ดังนั้นผู้ที่สนใจ และอยากลองลงทุนในตลาด Forex ควรศึกษาให้ดีก่อนลงทุน

    เพิ่มเติมรายละเอียด Forex คือ อะไร? คลิ๊ก
    เพิ่มเติมรายละเอียด เกี่ยวกับ Forex คลิ๊ก


ความน่าสนใจของตลาด Forex
- เงินลงทุนต่ำเริ่มต้นเพียง $1
- ตลาด online ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต 24 ชั่วโมง
- สามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง
- ค่าดำเนินการต่ำโบรกเกอร์เก็บค่า spreed เริ่มต้นเพียง 2 pips ต่อเทรดเท่านั้น (คู่ EUR/USD)
- สามารถทดลองเทรดได้เสมือนจริงโดยใช้ virtual money (เงินปลอม) บนระบบจริง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
- หากคุณศึกษาหาความรู้จนเกิดความชำนาญก็สามารถเทรด Forex เป็นอาชีพได้
- เป็นงานออนไลน์แห่งทุกปีและทุกยุคสมัยตลอดไป ใช้เวลาอยู่กับคอมพร้อมสนุกไปกับมัน
- ต่างจากงานออนไลน์ทั่วไป ไม่จำเป็นต้องโปรโมทสื่อ หรือชวนคนใดๆ เพราะนี้ไม่ใช่ธุรกิจ MLM เพราะเราเทรด Forex มันได้มากกว่าธุรกิจชวนคนที่ไ้ด้ค่าคอม วันๆหนึ่งเราเทรด 3 ชั่วโมงกำไร 100 ดอล(3พันบาท) มันเป็นอะไรที่ได้เงินง่ายมากๆ แค่ไม่กี่นาทีเราก็สร้างรายได้แล้ว เพราะตลาดนี้มันทำกำไรได้เร็วที่สุดในโลก


ลงทุนใน Forex ได้เงินจริงหรือเปล่า?
เล่น Forex แล้วได้เงินจริงหรือเปล่า ผมขอตอบว่า...ได้จริงและเสียจริงครับ อยู่ที่ว่าคุณทำได้หรือเปล่า คุณต้องขยันศึกษาหาความรู้ หาเทคนิคในการทำกำไร มีหลายคนฝึกฝนจนสามารถยึดการเทรด Forex เป็นอาชีพหลักได้ ความสำเร็จดังกล่าวอยู่ที่การฝึกฝนครับ ก็เหมือนกับอาชีพอื่นๆ การที่จะเก่งได้นั้นก็ต้องผ่านการเรียนรู้และฝึกฝน การเล่น Forex จะคล้ายๆ การเล่นหุ้น แต่เป็นการซื้อขายค่าเงินระหว่างคู่เงินแทน เป็นการเก็งกำไรจากค่าเงิน ตลาดเงินจะคล่องตัวกว่าตลาดหุ้นมาก ส่วนตลาดหุ้นเค้าจะเน้นกิจการดี ปันผลเยี่ยม แต่ยังไงๆก็สู้ตลาดเงินไม่ได้อยู่ดีเพราะวันๆหนึ่งเราสามารถสร้างผลกำไรได้ มากกว่า 10% - 100%++ ต่อวันได้เลย แต่หุ้นไม่สามารถทำได้ ถึงทำได้ก็น้อย ถ้าเล่นแบบปั่นผล ก็จะมีไตรมาสล่ะ 20% 3 เดือนจ่ายที ซึ่งเป็นไรที่ช้ามาก สมมุติคุณลงไป 1 แสน บาทในการเล่นหุ้นหรือถือหุ้นบริษัทหนึ้งที่ให้ปั่นผล 20%ต่อไตรมาส พอ 3 เดือนปุ๊ป คุณก็จะได้ 2 หมื่น เทียบกับการเล่นค่าเงิน วันหนึ้งคุณทำกำไรจาก 1 แสน เป็น 1แสน 2 หมื่นบาท นั้นหมายถึงคุณทำกำไร 20% ต่อวันแล้ว ถ้าคิดเป็น 3 เดือนล่ะจะซักเท่าไหร่?เดือนหนึ่งเทรดได้ 20 วัน ก็เอา 20 วัน*3 เดือน = 60 วัน คุณเทรดได้กำไร 20%ต่อวันลองคูณดูมันจะซักเท่าไหร่ 20,000 * 60 = 1,200,000 บาท ภายใน 3 เดือน ซึ้งเป็นอะไรที่คุ้มค่ามากๆกับการเล่น Forex โบรกเกอร์ที่ให้บริการเทรด Forex ส่วนใหญ่แล้วจะมีเงินปลอมให้ทดลองเทรด (Demo Account) จึงควรศึกษาให้เข้าใจก่อนแล้วค่อยเล่นด้วยเงินจริง การตั้งใจศึกษาและฝึกฝนจนเกิดความชำนาญจะทำให้คุณประสบความสำเร็จในการเทรด Forex ได้
เริ่มต้น forex อย่างไร
ก่อนอื่นก็ต้องมีอุปกรณ์ที่ใช้ในการเทรดก่อนนะครับ
- คอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง จะเป็น PC หรือ Notebook ก็แล้วแต่สะดวกครับ
- อินเตอร์เน็ต ควรเป็นแบบไฮสปีดหรือหากต่อผ่านมือถือก็ได้เช่นกันครับ
เมื่ออุปกรณ์ในการเทรดพร้อมก็มาเตรียมตัวเพื่อเทรดกันครับ (ไม่มีคอมPCก็ร้านเน็ตครับ...จบเลย...ง่ายดี)
- ศึกษาและฝึกฝน ผมแนะนำให้เล่นด้วย Demo Account(คือบัญชีทดลองเล่น โดยมีเงินจำลอง 1 แสนดอลล่า) จนกว่าคุณจะสามารถทำกำไรได้มากกว่าเสีย จากนั้นค่อยเริ่มเล่นด้วยเงินจริง การเล่นด้วย Demo Account นี้ทุกอย่างคือของจริง ยกเว้นการเล่นได้หรือเสีย จะไม่ได้และไม่เสียจริง เพราะเป็นเงินที่ใช้ทดลองเล่น มือใหม่ควรศึกษาการเทรด ก่อนเทรดด้วยเงินจริง อย่างน้อยก็ควรมองเทรนของตลาดให้ออกก่อน

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://siammetatrader.com/index.php/topic,534.0.html

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2558

รูปแบบและการเทรด Gap

รูปแบบและการเทรด Gap


Gap คือ ช่วงราคาที่ไม่ต่อเนื่องกัน เราจะเห็นว่าราคาเกิดการกระโดดขึ้นหรือลงจนทำให้เกิดช่องว่างขึ้น ซึ่งเกิดจากความไม่สมดุลของแรงซื้อกับแรงขาย ในตลาด Forex เราจะเห็น Gap กันเป็นประจำในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ตลาดเปิด สาเหตุเพราะนักลงทุนต้องการซื้อหรือขายทันทีที่ตลาดเปิด หรือ ช่วงที่มีข่าวแรงๆ เมื่อเกิด Gap เราจะเรียก Gap ว่า Windows ซึ่งแนวที่เปิด Gap จะสามารถใช้เป็นแนวรับหรือแนวต้านที่ดีได้ และหากเราเข้าใจถึงชนิดของ Gap ที่เกิดขึ้นก็จะทำกำไรได้เป็นอย่างดี Gap กระโดดขึ้นมักแสดงแนวโน้มขาขึ้น Gap กระโดดลงมักแสดงแนวโน้มขาลง ซึ่ง เราสามารถแบ่ง Gap ออกได้เป็น 4 อย่างดังนี้

1. Common Gap มัก เกิดในขณะที่แนวโน้มของราคาเกิดการเคลื่อนตัวไปทางด้านข้าง (Sideways) ในบางครั้งจะเกิดช่องว่างและจะมีการปรับตัวขึ้น-ลงเพื่อปิดช่องว่าง จึงไม่น่าสนใจ เพราะไม่สามารถบอกทิศทางได้


2. Breakaway Gap เป็น Gap ที่เกิดจากการที่ราคามีการวิ่งทะลุ (breakout) ฝ่าแนวรับหรือแนวต้านไปได้หลังจากที่ราคาวิ่งเป็น Sideway พูดได้ว่า เป็นการพุ่งทะลุแนวรับ - แนวต้านหลังจากที่สะสมพลังในช่วง Sideway มาเต็มที่แล้ว อาจเห็นได้ในช่วงที่ราคาวิ่งอยู่ในกรอบสามเหลี่ยมต่างๆ แล้วพุ่งทะลุออกมา มักเกิดจากการที่ตลาดรอข่าว จึงวิ่งเป็น Sideway และเมื่อข่าวออกมา ก็มีแรงซื้อหรือแรงขายเข้ามาแบบถล่มทลาย จึงทำให้ราคากระโดดจนเป็น Gap ถ้าเกิด Gap ในลักษณะนี้ ให้หาจังหวะซื้อหรือขาย ตามทันที (โดยทั่วไปแล้ว เมื่อราคาวิ่งทะลุแนวรับหรือแนวต้าน มักจะวิ่งกลับมาทดสอบที่แนวรับ - แนวต้านนั้นอีกครั้ง หรือที่เราเรียกว่า การ "ปิดแก๊บ"  แต่บางครั้งถ้ามีการซื้อหรือขายที่มีปริมาณมากๆ แบบมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะกระแสข่าวที่ออกมาแรงมากเป็นต้น ราคาก็อาจจำไม่กลับมาทดสอบ แต่มันจะวิ่งไปเลย)


3. Runaway Gap หรือ Measuring Gap เป็น Gap ที่มักเกิดหลังจากเกิด Breakaway Gap  ซึ่งเมื่อเกิด Runaway Gap ขึ้น ก็จะเป็นการยืนยันความแข็งแกร่งของทิศทางราคานั้นๆ แม้ว่าปริมาณการซื้อขายจะอยู่ในระดับปานกลาง ไม่มากนัก แต่ก็คาดได้ว่า ราคาจะวิ่งไปอีกประมาณ 1-2 เท่าตัวเมื่อวัดจาก Breakaway Gap (ตัวอย่างตามภาพ)


4. Exhaustion Gap เป็น Gap  ที่ต้องระวัง เพราะเป็นการกระโดดขึ้นหรือลงเป็นครั้งสุดท้ายของราคา เป็นสัญญาณว่าตลาดเริ่มหมดแรง และจะมีการเปลี่ยนทิศทางในไม่ช้าด้วยปริมาณการซื้อขายที่หนาแน่นจนทำให้ราคา ที่วิ่งต่อไปมีลักษณะเป็นกลุ่ม จนมีลักษณะเหมือน เกาะกลางทะเล หรือที่เรียกว่า Island reversal ดังนั้นเมื่อเจอ Gap แบบนี้ก็ควรจะเตรียมตัวออกจากออเดอร์ และ เมื่อมีการคอนเฟิร์ม ก็เข้าออเดอร์ในทิศทางใหม่ตามไป ในการพิจารณา Gap ประเภทนี้เราควรพิจารณา Oscillators ต่างๆ ดูการ Overbought  หรือ Oversold ประกอบด้วย เพื่อให้มั่นใจมากขึ้น เพราะExhaustion Gap มักเกิดในช่วงที่ราคาเป็น  Overbought  หรือ Oversold หรืออาจเกิด Divergence ร่วมด้วย


Island Reversal  คือรูปแบบการกลับตัวของราคา โดยมี Gap 2 ชนิดรวมอยู่คือ ครั้งแรกจะเกิด Exhaustion Gap ก่อน อนื่องจากทิศทางเดิมนั้นอ่อนแรงลงแล้ว อาจจะมีการเทซื้อ หรือ ขายทิ้งเป็นครั้งสุดท้าย ทำให้ราคากระโดดไปจนเกิด ช่องว่างของราคาขขึ้น แล้วหลังจากนั้น ก็จะมีการซื้อขายที่หนาแน่นกลับเข้ามา ทำให้ราคาเกาะตัวกันเป็นกลุ่ม และสุดท้าย เกิด Breakaway Gap ขึ้นมาในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับแนวโน้มเดิม ทำให้เราเห็นลักษณะราคา เหมือนเป็น เกาะกลางทะเล จึงเรียกกันว่า Island Reversal

 
 
 
ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://siammetatrader.com/index.php/topic,479.0.html

บทที่ 1 ทำความรู้จักทองคำก่อนการลงทุน

หลายคนอาจจะเคยได้ยินคนเถ้าคนแก่ หรือ อาจจะกระทั่งตัวเองได้เคยซื้อ (ถ้าแก่พอ) ทองคำบาทละ 400 บาท สมัยนั้น (ปี พศ.2516) ทองคำ 1 ออนซ์ ถูกกำหนดตายตัวไว้แค่ 42.22 ดอลล่าร์ อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 20 บาทกว่าๆครับ วันนี้ ราคาระดับหมื่นกว่าบาทแล้ว และอาจจะไปถึง 2หมื่นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เกิดอะไรขึ้นกับทองคำ ใครไม่รู้ประวัติ ก็มาฟังผมเล่าฉบับย่อสุดๆ (เพราะรู้นิดเดียว ฮิฮิ)

สมัยก่อน ราวปี 1875-1914 ทองคำถูกใช้เป็นมาตรฐานระบบการเงิน ซึ่งกำหนดความแตกต่างด้วยปริมาณทองคำสำรองระหว่างสกุลเงินของ 2 ประเทศ ระบบนี้มีปัญหาในทางปฏิบัติเพราะต้องสำรองทองคำในปริมาณมหาศาลเพื่อรักษาดี มานด์/ซัพพลายทางการเงินให้มีเสถียรภาพ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานใหม่หลังสหรัฐตั้งตัวเป็นเจ้าโลกแทนอังกฤษที่เสื่อม อำนาจลง เรียกว่า ข้อตกลงเบรตัน วูดส์ ใน ค.ศ. 1944 ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศในเวลาต่อมา
หนึ่ง ในสาระสำคัญของเบรตัน วูดส์คือ การตีค่าตายตัวเอาไว้ว่า 35 ดอลลาร์เท่ากับทองคำ 1 ออนซ์ และเงินสกุลทั่วโลกจะผูกค่าเอาไว้นิ่งกับค่าดอลลาร์ อำนาจครอบงำจากดอลลาร์จึงเกิดขึ้น

เงินดอลลาร์กลายเป็นเงินสากลและ ถูกนำไปใช้ทั่วโลก และตกค้างในประเทศต่างๆในจำนวนพอๆกับในสหรัฐฯ เมื่ออเมริกันกระโจนเข้าสู่สงครามเวียดนาม และช่วงสงครามเย็น ภาระที่แบกรับมากเกินของรัฐบาลอเมริกัน ทำให้ดอลลาร์เริ่มมีค่าน้อยลงกว่าทองคำ สหรัฐขาดดุลการค้ามากขึ้นเรื่อยๆ หลายประเทศเริ่มแคลงใจ สงสัยว่าสหรัฐพิมพ์แบงค์ออกมาใช้มากกว่าทองคำที่เป็นทุนสำรองอยู่ จึงนำดอลล่าร์ไปแลกทองคำกลับมา และแน่นอน สหรัฐไม่มีปัญญาหาทองคำมาให้แลกคืนได้พอหรอก เพื่อปกป้องค่าดอลลาร์ไว้ ใน ค.ศ. 1971 ริชาร์ด นิกสัน ประธานาธิบดีสหรัฐในสมัยนั้น ได้ประกาศตัดความสัมพันธ์คงที่กับทองคำ ยุติการซื้อขายทองคำกับดอลลาร์เอาดื้อๆ เป็นการฉีกข้อตกลงเบรตันวูดส์อย่างสิ้นเยื่อใย และแน่นอน ประเทศอื่นก็ทำอะไรไม่ได้

สหรัฐเป็นผู้ที่มีทองคำเป็นทุนสำรองมากที่ สุดในโลกด้วยเหตุนี้ละมั๊งครับ ทั้งที่ขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่องมายาวนาน นับตั้งแต่ตั้งตัวเองขึ้นเป็นเจ้าโลก ประเทศอื่นเอาทองคำไปแลกกระดาษดอลล่าร์มาเพื่อใช้เป็นทุนสำรองในการซื้อขาย ระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ข้าวสาร สากกะเบือ เรือรบ เพราะระบบการเงินที่เอาตัวเองเป็นแกน พอระบบที่ตัวเองตั้งขึ้น มันไปไม่ได้ เพราะตัวเองใช้เกินตัว ก็ชักดาบเอาดื้อๆ โดยไม่มีใครกล้าหือ

แล้วทำไมเราต้องไปยุ่งกับดอลล่าร์ด้วย?
- เพราะสหรัฐเป็นผู้ที่ถือครองทองคำมากที่สุด มีอิทธิพลในการกำหนดราคาทองคำมากที่สุด
- เพราะทองคำ ถูกกำหนดมูลค่าเป็นดอลล่าร์ ความสัมพันธ์จึงแนบแน่นเกินจะหลีกเลี่ยง
นวัต กรรมทางการเงินใหม่ๆที่สหรัฐประดิษฐ์ขึ้น ล้วนเป็นที่มาของฟองสบู่เศรษฐกิจที่แตกมาหลายครั้ง และสะเทือนไปทั่วโลก รวมถึงนวัตกรรมล่าสุด ซึ่งเป็นที่มาของวิกฤติซัพไพร์มที่กำลังลามทั่วโลกขณะนี้ ทั้งหมด ยังคงเกิดจากพฤติกรรมกร่าง ใช้จ่ายเกินตัวเหมือนเช่นอดีตที่ผ่านมาครับ และคงไม่ต้องเดาเลยว่า มูลค่าทองคำจะสูงขึ้นไปได้อีกขนาดไหน เมื่อเทียบกับดอลล่าร์

 ศึกษาข้อมูลได้ที่ http://siammetatrader.com/index.php/topic,471.0.html

กฏ 24 ข้อ เพื่อทำกำไรในตลาด

กฏ 24 ข้อ เพื่อทำกำไรในตลาด

นักค้าต้องมีกฏเกณฑ์ในการปฏิบัติที่ แน่นอนและต้องมีวินัยอย่างเคร่งครัด กฏเกณฑ์ที่จะกล่าวต่อไปนี้ ได้รวบรวมจากประสบการณ์ 45 ปี ในตลาดหุ้นของ นายวิลเลี่ยม ดี แก้น ซึ่งเป็นที่เชื่อว่า หากใครสามารถปฏิบัติตามได้ก็จะประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น

1. จำนวนเงินลงทุน ต้องพอดีและจงแบ่งเงินลงทุนเป็นสิบส่วน เท่าๆกัน ในการซื้อขายแต่ละครั้ง อย่าลงทุนซื้อหรือขาย เกินหนึ่งในสิบของเงินลงทุน
2. ใช้คำสั่ง STOP ORDER ควรป้องกันการลงทุนโดยการตั้ง STOP ORDER 3-5 ช่วงต่ำกว่าราคาที่ซื้อ หรือ สูงกว่าราคาที่ขาย
3. อย่าซื้อหรือขายเกินตัว เพราะจะเป็นการฝ่าฝืนกฎเกี่ยวกับจำนวนเงินลงทุนในข้อ 1
4. อย่าปล่อยให้กำไรกลายเป็นขาดทุน หลังจากที่ท่านมีกำไร 3 ช่วงหรือมากกว่านั้น จงยกระดับ STOP ORDER ให้สูงขึ้นเพื่อป้องกันมิให้ขาดทุน
5. อย่าเริ่มก่อนแนวโน้ม ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ:ตามแผนภูมิของท่าน
6. เมื่อสงสัย ให้ออกจากตลาดและอย่าเข้าตลาดถ้ายังสงสัย
7. ซื้อขายเฉพาะหุ้นที่มีการซื้อขายมาก อย่ายุ่งกับหุ้นที่มีการเคลื่อนไหวช้าหรือแน่นิ่ง
8. จงกระจายความเสี่ยง ซื้อขายหุ้นอย่างน้อย 4 ถึง 5 บริษัท ถ้าเป็นไปได้อย่างลงทุนจนหมดตัวในหุ้นของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง
9. จงอย่าใช้ราคาเฉพาะ ทั้งการซื้อและการขาย จงใช้ราคาตลาด
10. อย่าขายหุ้นทิ้งโดยไม่มีเหตุผลที่ดี จงใช้ STOP ORDER เพื่อป้องกันกำไรหดหาย
11. จงสะสมกำไร หลังจากที่ท่านประสบความสำเร็จและมีกำไรติดต่อกันหลายๆ ครั้ง จงสำรองกำไรส่วนนี้ไว้ต่างหากเพื่อใช้ในยามฉุกเฉินหรือตอนที่มีการตื่น ตระหนก
12. อย่าซื้อ เพียงแต่เพื่อจะเอาเงินปันผล
13. อย่าเฉลี่ยการขาดทุน เพราะนี่เป็นความผิดที่เลวร้ายที่สุดที่นักค้าหุ้นไม่ควรทำ
14. อย่าออกจากตลาด เพียงเพราะว่าท่านหมดความอดทนหรือเข้าตลาด เพียงเพราะว่าท่านไม่อยากรอ
15. จงหลีกเลี่ยง การขายเพื่อเอากำไรแต่น้อยและอย่าปล่อยให้ขาดทุนมาก
16. จงอย่ายกเลิกคำสั่ง STOP ORDER ที่ท่านสั่งตอนที่ท่านซื้อขายหุ้นนั้น
17. จงหลีกเลี่ยง การเข้าและออกจากตลาดบ่อยเกินไป
18. จงพร้อมที่จะขาย เช่นเดียวกับซื้อและยึดวัตถุประสงค์ในการทำกำไรให้แน่วแน่
19. จงอย่าซื้อ เพียงเพราะราคาต่ำและอย่าขายเพียงเพราะคิดว่าราคาสูง
20. จงระวังการพีระมิดในจังหวะที่ผิด จงรอจนกระทั่งเริ่มมีการซื้อขายมากและระดับราคาได้วิ่งขึ้นผ่านระดับต้านทาน ก่อนที่จะซื้อเพิ่ม และรอจนกระทั่งราคาได้วิ่งตกต่ำกว่าระดับจำหน่ายจ่ายแจกก่อนที่จะซื้อเพิ่ม ขึ้น
21. เมื่อซื้อ จงสะสมหุ้นในบริษัทที่มีจำนวนทุนจดทะเบียนน้อย และ ถ้ายืมหุ้นคนอื่นมาขาย จงยืมหุ้นในบริษัทที่มีจำนวนหุ้นจดทะเบียนมาก
22. อย่าป้องกันการขาดทุน ในหุ้นที่ซื้อมาโดยการยืมหุ้นจากคนอื่นมาขายไปก่อน จงขายหุ้นที่ซื้อมาไปในราคาตลาดและยอมรับการขาดทุนเพื่อคอยโอกาสครั้งต่อไป
23. อย่าเปลี่ยนสถานภาพการลงทุน (POSITION) ในตลาดโดยไม่มีเหตุผลที่ดี เมื่อท่านตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นแล้ว จงให้โอกาสตัวเองตามเหตุผลที่ดีบางประการหรือตามแผนที่กำหนดไว้ อย่าขายหรือซื้อจนกว่าจะมีสัญญาณบอกว่าแนวโน้มได้เปลี่ยนทิศทาง
24. จงหลีกเลี่ยงการเพิ่มพอร์ท หลังจากที่ประสบความสำเร็จและมีกำไรมาเป็นเวลานาน

เมื่อ ท่านตัดสินใจที่จะซื้อขายหุ้น ท่านต้องแน่ใจว่าท่านไม่ได้ฝ่าฝืนกฏข้อใดข้อหนึ่งข้างต้น ซึ่งเป็นกฏที่จำเป็นต่อความสำเร็จของท่าน หากท่านขายหุ้นไปโดยมีการขาดทุน จงทบทวนกฏข้างต้นใหม่และพิจารณาดูว่าท่านได้ทำผิดกฏข้อใด แล้วอย่าทำผิดเป็นครั้งที่ 2 ประสบการณ์และการพิจารณาอย่างรอบคอบจะทำให้ท่านเชื่อคุณค่าของกฏเหล่านี้ การสังเกตและการศึกษาจะนำท่านสู่วิธีการที่ถูกต้องเพื่อ ความสำเร็จและกำไรในตลาดหุ้น

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://siammetatrader.com/index.php/topic,123.0.html

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2558

กระบวนการวิเคราะห์กราฟทางเทคนิค

กระบวนการวิเคราะห์กราฟทางเทคนิค
มีที่มาหรือแนวความเชื่ออยู่ 3 ประการคือ

1. พฤติกรรมของราคาหุ้น ได้ดูดซับทุกสิ่งออกมาแล้ว
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ย่อมส่งผลต่ออุปสงค์ อุปทานของหุ้น
ข้อมูลสำคัญของการวิเคราะห์จะพุ่งไปที่ปริมาณการซื้อขาย

2. ราคาจะเคลื่อนไหนไปตามแนวโน้มเดิม จนกระทั้งแนวโน้มเดิมหมดลงจริงๆ

3. พฤติกรรมในอดีตมักจะซ้ำรอยในตัวมันเอง "ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย"

จะเห็นได้ว่ากระบวนการคิดต่างๆในการวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้น พื้นฐานจริงๆมาจากจิตวิทยาของมนุษย์
ดัง นั้น การวิเคราะห์การเหมือนกับการเทรดโดยจิตวิทยาของนักลงทุน ไม่ใช่เทรดโดยการอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์คนที่เทรดแล้วอ้อนวอนสิ่งสักสิทธ์ เขาเรียกกันว่า "นักพนัน"

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://siammetatrader.com/index.php/topic,106.0.html

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ปัจจัยที่สำคัญในความสำเร็จเทรดดิ้ง (การศึกษา Forex)

"ชี้เป็นจิตวิทยาที่จริงความสำเร็จหรือความล้มเหลวของเราฉันยังคงเชื่อว่าการซื้อขายที่เป็น 85% จิตใจ 10% การบริหารความเสี่ยงและกลยุทธ์ 5%

          การทำกำไรที่สอดคล้องเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ยากที่สุดของผู้ค้ามากที่สุดตลอดกาลจะเผชิญในโลกมันง่ายที่จะทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมและทวนง่ายที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องเมื่อใดก็ตามที่เราทำการตัดสินใจสำคัญในชีวิตของเรามีแนวโน้มที่จะไม่สนใจปัจจัยสำคัญและมุ่งเน้นในสิ่งที่ไม่ได้เรื่องจริงๆโปรดดูราคาข้างต้น ดร. Van Tharp himsaself สรุปได้ว่ากลยุทธ์ของคุณจะไม่รับผิดชอบเพียง 10% ในการค้าของคุณประสบความสำเร็จในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าอื่นที่ดีในเอเชียกล่าวถึง15% แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญไม่ยอมรับว่าการกระจายร้อยละเดียวกันเมื่อมันมาถึงจิตวิทยา, การจัดการเงิน (ตำแหน่งขนาด) และกลยุทธ์, พวกเขาก็กล่าวอ้างความเป็นจริงพื้นฐาน --ปัจจัยที่สำคัญอย่างน้อยในความสำเร็จของการค้าของคุณเป็นระบบการค้าของคุณ (ใด ๆระบบการค้าใด ๆ )

          ฉันจะทำซ้ำอีกครั้งที่จุดประสงค์เพียงเพื่อครอบครองกลยุทธ์การซื้อขายเป็นเพียงการที่จะมีเหตุผลในการซื้อและขายแต่สิ่งที่จะทำให้เราอยู่รอดได้ในตลาดอยู่ห่างสำคัญกว่ากลยุทธ์ผู้ค้าส่วนใหญ่จะคอยมองสำหรับกลยุทธ์ที่พวกเขาคิดว่าสามารถจะดีนักการตลาดให้กับผู้ค้า bombarding กับระบบการค้า; สิ่งที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่าในการซื้อขายผู้จำหน่ายมากน้อยเน้นจิตวิทยาการซื้อขายซึ่งเป็นด้านที่สำคัญที่สุดของความสำเร็จของการซื้อขายสงสัยไม่มีผู้ค้าส่วนใหญ่จะได้รับผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์เดียวกัน

          อย่ากลัวที่จะแตกต่างเพราะส่วนใหญ่จะไม่ถูกต้องเสมอเรียนรู้ที่จะไม่ปฏิบัติตามเช่นฝูงแกะและเฉียบขาดในเป้าหมายและค้าของคุณถ้าคุณทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ได้แล้วคุณมักจะได้รับสิ่งที่คนอื่น ๆ ได้รับมากกว่าอะไรจิตวิทยาของเราอย่างมากเรื่องมากในการซื้อขาย

          ตัวอย่างเช่นถ้ากลยุทธ์ที่ดีกับกฏเพียงและทุนเดียวกันจะได้รับแตกต่างกันถึง 10 คน (ไม่พูดถึง 50 หรือ 100 คนที่แตกต่างกัน)เพื่อการค้าที่มีจะมีผลลัพธ์ที่แตกต่างหลังจากช่วงระยะเวลาหนึ่งบางคนจะไปแตกบางส่วนจะเสียเงินบางส่วนจะคุ้มและบางส่วนจะสร้างรายได้ในความเป็นจริงจะมีเป็นส่วนของผู้ที่ลงท้ายที่แตกต่างหลากหลายที่มีจำนวนผู้ใช้กลยุทธ์พวกเขาเริ่มต้นด้วยกลยุทธ์เดียวกันกฎระเบียบและค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่นี้เพื่อเป็นเพราะเหตุใด จิตวิทยาเรื่อง

          ดังนั้นคุณจำเป็นต้องทำงานเกี่ยวกับจิตวิทยาของคุณหนึ่งในวิธีการที่ดีของการทำเช่นนี้คือการอ่านหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยาการซื้อขายนอกจากฉันได้พบวิธีการนี้เคนยาวของด้านล่างนี้มีประโยชน์มากสำหรับการซื้อขายของฉันเขากล่าวว่า"หนึ่งในทักษะที่สำคัญที่สุดของผู้ประกอบการมืออาชีพที่เป็นความต้องการในการพัฒนาความสามารถในการจัดการของเขาหรือเธอสภาพจิตใจการบำรุงรักษาทางจิตวิทยาที่มีประสิทธิภาพสามารถสร้างความแตกต่างระหว่างความสำเร็จและความล้มเหลวของการซื้อขาย.. สำหรับผม ... (นี้)หมายถึงภาวะทางอารมณ์ที่เป็นกลางไม่สุขไม่เศร้าไม่ทะเยอทะยานเกินไปและไม่กลัว ...เมื่อฉันจากการค้าขณะนี้สถานที่นี้ผลลัพธ์ของการสร้างความสุขความเศร้ามิได้พวกเขาก็เป็นสิ่งที่พวกเขานี้จะช่วยให้ฉันเพื่อป้อนการค้าต่อไปที่มีค่าทางอารมณ์ไม่มีผมพบว่ารัฐนี้อย่างดีที่สุดสิ่งสำคัญที่ลักษณะของฉันของการซื้อขายฉันพยายามที่จะหาจุดความลังเลในการค้าช่องทางหรือในการฝ่าวงล้อม, ที่ราคายังคงทรงตัวระหว่างความกลัวและความโลภ ณ จุดนี้, บูลส์และหมีอยู่ในสมดุลไม่มีเวลาและขาต่อไปของย้ายจะเริ่มต้นเช่นเดียวกับขาสุดท้ายสิ้นสุด. 

ศึกษาข้อมูลได้ที่ http://siammetatrader.com/index.php/topic,86.0.html

Rodrigo Villela เทรดเดอร์ชาวเม็กซิกัน

Rodrigo Villela นักธุรกิจชาวเม็กซิโก เขาเริ่มต้นเข้าสู่วงการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนด้วยเหตุผลทางธุรกิจ เนื่องจากบริษัทของเขาเป็นธุรกิจนำเข้าส่งออกระหว่างประเทศ ทำให้มีรายรับและต้นทุนเป็นสกุลเงินต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เขาจำเป็นต้องใช้การซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าเพื่อกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสมไว้ก่อน เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงิน (Hedging) ซึ่งจะมีผลต่อกำไรขาดทุนของบริษัทเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


หลังจาก Rodrigo ศึกษาตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ไม่นาน เขาได้เริ่มเห็นโอกาสทำเงินในตลาดแห่งนี้ในฐานะตลาดแห่งการเก็งกำไรมากขึ้น และเนื่องจากเขาเคยเก็งกำไรในตลาดหุ้นและฟิวเจอร์มาก่อนทำให้เขาสามารถมองเห็นอะไรบางอย่างในตลาดแห่งนี้ที่ตลาดหุ้นไม่มี ด้วยเหตุนี้เขาจึงตัดสินใจย้ายเข้าสู่การเก็งกำไรในตลาดค่าเงินอย่างจริงจัง เขาให้เหตุผลไว้หลายประการถึงความน่าสนใจในตลาดค่าเงิน

ข้อแรก ตลาด forex เป็นตลาดที่ใหญ่และมีสภาพคล่องมากที่สุดในโลก เขากล่าวว่าเขาไม่ชอบการ day trade ในตลาดหุ้นเพราะมันมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก บางครั้งคุณก็จำเป็นต้องเทรดในหุ้นที่คุณไม่ต้องการ และเมื่อคุณซื้อหุ้น บางครั้งคุณก็จำเป็นต้องสนใจเรื่องของธุรกิจของหุ้นนั้นบ้าง เพราะการซื้อหุ้นคือคุณกำลังซื้อส่วนหนึ่งของธุรกิจ บางช่วงเวลามันแยกออกจากกันไม่ขาดจริงๆ โดยเฉพาะเวลาที่ราคามันไม่เป็นอย่างที่คุณคิด ดังนั้นการเก็งกำไรในตลาดหุ้นจึงเป็นให้เขาปั่นป่วนในบางครั้ง

ข้อสอง ในตลาด forex เราสามารถควบคุมความเสี่ยงได้มากกว่าตลาดหุ้น หากคุณมีการบริหารจัดการเงินทุนที่ดี ค่าเงินแม้จะผันผวนค่อนข้างมากเมื่อเราพิจารณาเป็น PIP หรือ point แต่มันไม่เคยเคลื่อนไหวเกิน 10% ในแต่ละวัน

ข้อสาม ในตลาด forex คุณสามารถ leverage เงินทุนได้เท่าที่คุณต้องการ นั่นมีความหมายมากทีเดียวสำหรับผู้ที่มีเงินทุนไม่สูงนัก ซึ่งสำหรับรายย่อยโบรกเกอร์บางแห่งให้ leverage ได้เป็น 1000 เท่า!! ว้าว แต่นั่นก็ทำให้มือใหม่หลายคนโลภได่เช่น จุดนี้เป็นเรื่องที่ต้องระวัง สำหรับมือใหม่ที่แยกไม่ออกระหว่างการเก็งกำไรกับการพนัน

และข้อสุดท้าย ตลาด forex สามารถซื้อขายได้ 24 ชั่วโมง นั่นหมายความว่าคุณไม่ต้องทนเห็นราคาเปิดกระโดดหรือตกฮวบ (Gap) ในช่วงตลาดเปิดของเช้าวันใหม่อย่างในตลาดหุ้น ยกเว้นในวันจันทร์หลังหยุดสุดสัปดาห์ เพราะบางครั้ง อาจมีข่าวแรงๆ หรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดปิด ซึ่งเราไม่สามารถปรับพอร์ตได้ นั่นเป็นสิ่งที่เอาแน่เอานอนไม่ได้เลย

สไตล์ในการเทรดของ Rodrigo
สำหรับหลักการในการเก็งกำไร Rodrigo เปิดเผยว่า โดยส่วนตัวแล้วเขาใช้ทั้งเทคนิคคอลและปัจจัยพื้นฐานในการตัดสินใจเข้า order และเขาไม่คิดว่าการเลือกดูกราฟหรือปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียวนั้นจะสามารถทำกำไรได้ในระยะยาว ซึ่งเขาจะใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานในการมอนิเตอร์โอกาสในการเก็งกำไร และเลือกทิศทางตลาดที่จะเข้าเทรด

"ผมจะให้ความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับข้อมูลและข่าวทุกอย่างที่บ่งชี้ถึง สภาพคล่อง ไม่ว่าจะเป็น เงินในระบบเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยของประเทศนั้นๆ และอัตราดอกเบี้ยเปรียบเทียบประเทศอื่น รวมถึงผลตอบแทนพันธบัตร (yield curves) ฯลฯ หลังจากนั้น ผมจึงใช้เทคนิคคอลเพื่อหาจังหวะในการเข้าเทรด ผมจะไม่ใช้แค่กราฟเพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจซื้อขาย เพราะว่าคุณไม่สามารถจะคาดการณ์อนาคตได้ด้วย indicator เท่านั้น ซึ่งหลังจากผมเลือกข้างโดยการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานแล้ว ผมจะใช้เทคนิคคอลเพื่อหาราคาที่ดีที่สุดในการเข้า order และดูกราฟเพื่อจับจังหวะการเคลื่อนไหวของราคาเพื่อใช้ในการออกและ take profit เมื่อผมเห็นว่าราคาได้วิ่งมาไกลพอแล้ว ตรงจุดนี้กราฟสามารถแสดงให้คุณเห็นได้เป็นอย่างดี "

"และผมต้องขอบอกพวกคุณว่าคุณไม่สามารถนำระบบเทรดของคุณไปประยุกต์ใช้ในทุกๆตลาด ยกตัวอย่างเช่น ตลาดหุ้นเมื่อเปรียบเทียบกับ forex มันถือว่าเคลื่อนไหวช้ากว่ามาก คุณจำเป็นต้องวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นในมุมมองอื่นๆ เพราะหุ้นมันจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของธุรกิจ ดังนั้น คุณจำเป็นต้องวิเคราะห์เศรษฐกิจทั้งตลาด จากนั้นจึงวิเคราะห์ตัวบริษัท สำหรับผมแล้ว การลงทุนในหุ้นนั้นมันง่ายกว่าเพราะอย่างน้อยคุณก็สามารถประเมินความถูกแพงของหุ้นได้ แต่สำหรับค่าเงินนั้นมันไม่ง่าย !!!!"

นักลงทุนหลายๆคน พยายามมองการประเมินมูลค่าของค่าเงิน ให้เหมือนกับการประเมินมูลค่าหุ้น คือคิดว่าค่าเงินหนึ่งๆ เป็นตัวแทนของประเทศนั้นๆ แล้วพยายามจะประเมินความแข็งแกร่งของประเทศ แต่เชื่อผมเหอะ กับค่าเงินคุณมันไม่ได้อยู่ในวิถีที่คุณจะประเมินความสามารถในการทำกำไรของประเทศนั้นๆได้อย่างถูกต้องหรอก มันยากที่เราจะแกะภาพหามูลค่าของประเทศ ดังนั้น การลงทุนในตลาด forex มันจึงง่ายกว่าหากคุณใช้เทคนิคคอลในการหาจังหวะเข้า order ซึ่งสำหรับผม เขาจะสนใจปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลต่อสภาพคล่องของค่าเงินเท่านั้น เขาจะไม่พยายามมองให้ประเทศ อยู่ในรูปของบริษัทที่ต้องแสวงหากำไร เพราะมันไม่ใช่!!!

คู่เงินที่เลือกเก็งกำไร
Rodrigo เผยว่าเขาจะเทรดเฉพาะค่าเงินเปโซเม็กซิกันเท่านั้น เพราะเหตุผลเรื่องธุรกิจส่งออกของเขา และเขาเข้าใจพฤติกรรมของมันเป็นอย่างดี แต่เขาก็ยังคงติดตามค่าเงินอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย

เทรดทุกวันหรือไม่
Rodrigo บอกว่าเขาติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดค่าเงินมาตังแต่ 1998 และหลงรักมัน เขาจึงมักเข้าซื้อขายแทบทุกวันสำหรับพอร์ตส่วนตัว แต่พอร์ตของบริษัทส่งออกของเขาจะซื้อขายเฉพาะเมื่อเห็นโอกาสหรือเมื่อบริษัทจำเป็นต้องประกันความเสี่ยงจริงๆ เท่านั้น

"สิ่งที่ผมบอกคุณได้ มันคือความหลงไหล ตั้งแต่ผมเริ่มเทรดมา ผมก็มักจะพยายามเปิด position ในตลาดหนึ่งตลาดใดอยู่เสมอ"

คุณคิดว่าคุณเป็นเทรดเดอร์ที่มีวินัยไหม?
Rodrigo บอกว่าเขาคิดว่าเขาเป็นเทรดเดอร์ที่มีวินัยสูงมาก ไม่ใช่แค่ในเรื่องของการเทรด แต่ในทุกมุมของชีวิต เขาคิดว่าเทรดเดอร์ที่ต้องการจะประสบความสำเร็จจำเป็นต้องมีวินัย เขาเชื่อว่าไม่มีใครสามารถได้รับสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตได้ด้วยตัวเอง หากปราศจากชีวิตที่ดำรงอยู่ด้วยวินัย ในเรื่องของการเทรดก็เช่นกัน การเทรดของเขาจึงดำเนินไปด้วยวินัยอย่างเคร่งครัด จนมันกลายเป็นเหมือนเครื่องจักร กลายเป็นกิจวัตร เขาจะไม่เทรดโดยใช้อามรมณ์ หรือความตื่นเต้น แต่เขาจะเทรดก็ต่อเมื่อทุกอย่างมันถูกต้องเป็นไปตามระบบเท่านั้น

ข้อแนะนำสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่
คุณต้องจินตนาการว่าคุณกำลังขับรถแข่งกับนักขับคนอื่นๆ อีกนับพัน ส่วนนึงในนั้นเป็นสุดยอดนักขับของโลก พวกเขามีพรสวรรค์และมีเครื่องยนต์สุดไฮเทค โดยการแข่งขันเกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืนท่ามกลางหมอกที่ลงจัด นี่คือสิ่งที่ดีมากสำหรับคุณที่จะจินตนาการได้ว่า FX คืออะไร เทรดเดอร์ทุกคนอยู่ในสนามแข่ง และต้องการจะเป็นผู้ชนะ แต่ถ้าคุณขับรถเร็วเกินไป คุณก็จะไม่ได้อยู่ในสนามแห่งนี้นานนักหรอก

ถ้าคุณหวังจะเทรดเป็นอาชีพหลัก จำไว้ว่าคุณจำเป็นต้องอุทิศส่วนนึงที่สำคัญในชีวิตคุณเพื่อที่จะทำมัน นี่มันคือธุรกิจในระยะยาว พยายามทำให้มันง่ายซะและอย่าพยายามเสี่ยงมากเกินไป ถ้าคุณยังเป็นนักศึกษา ตั้งใจเรียนซะ โดยเฉพาะวิชาเลข สถิติ เศรษฐศาสตร์มหภาค ทฤษฎีเกี่ยวกับการเงิน และทุกๆอย่างที่จำเป็นที่จะทำให้คุณเข้าใจกลไกของตลาด อ่านและวิเคราะห์ให้มากๆ ก่อนที่คุณจะเริ่มเทรด และที่สำคัญ อย่าเสียเวลากับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง

สุดยอดเทรดเดอร์จะมีความเข้าใจในเรื่องความเสี่ยงอย่างลึกซึ่ง เขาสามารถคำนวณและรักษาระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมในทุกๆการเทรด ดังนั้น คุณต้องเริ่มเทรดด้วยจำนวนเงินน้อยๆก่อน แล้วค่อยๆทบต้นมันขึ้นไป นี่คือหนทางที่จะทำคุณได้มีอิสรภาพทางการเงิน

บทเรียนสำคัญที่ได้จากการเทรด forex ?
Rodrigo บอกว่ามันดีที่จะเป็นฝ่ายถูก แต่แม้คุณจะเล่นถูกทางคุณก็อาจขาดทุนได้ คุณจำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมองต่อตลาดทันทีที่ sentiment ตลาดเปลี่ยน ในที่สุดแล้ว มันไม่สำคัญว่าคุณจะถูกหรือผิด แต่มันอยู่ที่ว่าคุณกำไรหรือขาดทุนมากกว่า

มันคือความอ่อนน้อมถ่อมตัวให้กับตลาด "ผมเรียนรู้ว่าเราไม่สามารถมั่นใจมากเกินไปเกี่ยวกับสิ่งที่เรารู้ ผมต้องต่อสู้กับตัวเองทุกๆวันเพื่อที่จะเป็นคนถ่อมตัวที่มีความอดทน พยายามมองหาเบาะแสที่จะบอกผมเกี่ยวกับทิศทางตลาด พยายามเก็บความโลภและความปรารถนาอย่างอื่นให้อยู่ในความควบคุมของผม ต่อสู้กับตัวเองเพื่อที่จะตระหนักและใส่ใจถึงความเสี่ยง เพื่อที่จะตระหนักถึงความโชคดีในชีวิตและในตลาด เพื่อที่จะเชื่อมั่นถึงความจริงที่อยู่เบื้องหลังกฎเกณฑ์ที่แน่นอน และเหนือสิ่งอื่นใดคือต่อสู้เพื่อที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องไม่ว่ามันจะส่งผลต่อผมยังไงก็ตาม "

ศึกษาข้อมูลได้ที่ http://siammetatrader.com/index.php/topic,65.0.html

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2558

พื้นฐานความเข้าใจ กับการเทรด Forex

ตลาด forex นั้นได้เปิดกว้างให้บุคคลทั่วไปได้เเข้ามาทำการซื้อขายได้ เกือบ 10 ปีแล้ว ในสมัยก่อน ตลาด forex เข้าถึงได้เฉพาะสถาบันทางการเงินขนาดใหญ่ เช่น ธนาคาร, บริษัทขนาดใหญ่ องค์กร ระดับประเทศ ปัจจุบันนี้ ตลาด forex ได้เปิดกว้างให้บุคคลทั่วไปได้เข้ามาทำการซื้อขายได้ และเป็นประเด็นร้อน ซึ่งทำให้นักลงทุนหลายคนจับตามอง และอยากเรียนรู้มัน

forex คืออะไร? forex เป็นคำย่อของ Foreign Exchange การเทรด forex ก็คือการซื้อขาย สกุลเงินต่าง ๆ ทั่วโลก ในตลาด forex ซึ่งเป็นตลาดทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยปกติปริมาณการซื้อขายต่อวันของตลาด forex นั้นสุงเป็นล้านล้าน USD

ตลาด forex เปิดทำการ 24 ชม ตลอดวัน นั้นทำให้ forex เป็นตลาดที่ทำการซื้อขายได้ลื้นไหลที่สุดในโลก การเทรดของวันจะเริ่มต้นที่ตลาด ซิดนี้ และจบที่ ตลาด นิวยอร์ค, การเทรด forex นั้นไม่มีศูนย์กลางอยู่ในที่ไดที่หนึ่ง นั้นหมายความว่า คุณสามารถเทรด forex จากที่ไหนก็ได้ที่คุณต้องการ และไม่จำกัดเวลา ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบอย่างยิ่งสำหรับผู้เทรด

การเทรด forex นั้น จำเป็นต้องเทรดเป็นคู่ เมื่อคุณซื้อเงิน สกุลเงินหนึ่ง นั้นหมายถึง คุณกำลังขายสกุลอื่นอยู่ด้วยในเวลาเดียวกัน
คู้สกุลเงินที่เป็นที่นิยมในตลาด Forex คือ USD/GBP, USD/JYP, USD/CHF และ GBP/USD คุณจะเห็นว่า แต่ละสกุลเงิน
แสดงโดยใช้ตัวอักษร 3 ตัว

USD (United State dollar) คือเงินยูเอส ดอลลาห์
GBP(British pound sterling) คือเงินปอนด์ อังกฤษ
JYP(Japanese yen) คึอเงินเยน ญี่ปุ่น
CHF (Swiss franc) คือเงิน ฟรังก์สวิตซ์

สกุลเงินด้านหน้า ของคู่เงิน หมายถึง สกุลเงิน ที่คุณใช้สำหรับลงทุน ส่วนสกุลเงินด้านหลัง หมายถึงสกุลเงินซื้อลงทุน ตัวอย่าง
USD/GBP หมายถึง คุณใช้เงิน USD เพื่อซื้อเงิน GBP

ในการเริ่มต้น เข้าเทรดในตลาด Forex คุณจำเป็นต้องมี คอมพิวเตอร์ พร้อมกับ การเชื่อมต่อด้วย อินเตอร์เนต ความเร็วสูง เงินทุน ใน บัญชีสำหรับเทรด Forex และระบบการเทรด โดยส่วนใหญ่แล้ว นักลงทุนทั่วไปจะซื้อขายผ่านโบรคเกอร์ ซึ่งทำหน้าที่คอยช่วยเหลือ ให้ความสะดวกในกระบวนการเทรด

โบรคเกอร์จะได้เงินจากค่าคอมมิสชัน ที่เราเข้าเทรดแต่ละครั้ง ถึงแม่ว่าโบรคเกอร์จะเป็นผู้ส่งคำสั่งซื้อขาย จากเงินทุนของเรา แต่ การตัดสินใจทั้งหมดนั้น จะขึ้นอยู่กับคุณเท่านั้น มาดูว่า โบรคเกอร์ทำอะไรให้กับคุณบ้าง

- นำเสนอ และแนะนำ เกี่ยวกับการซื้อขายแบบเรียลไทม์
- นำเสนอ และแนะนำ ว่าอะไรควรซื้อ อะไรควรขาย จากบทความ และข่าวสาร
- ใช้เงินทุนของคุณเข้าเทรดในตลาด Forex ตามการตัดสินใจ และการส่งคำสั่ง ซื้อ ขาย ของคุณ
- ให้ข้อมูล และซอฟท์แวร์ เพื่อช่วยคุณ ในการตัดสินใจ

ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ ได้กล่าวว่า "คุณจะไม่มีทางเข้าใจ ว่า Forex ทำงานอย่างไร จนกว่า คุณจะได้เข้าเทรดในตลาด Forex จริง" เพื่อช่วยให้คุณมีประสบการณ์มากขึ้น โดยไม่ต้องเสี่ยงลงทุนจริง คุณสามารถเปิดบัญชีทดลอง จากเวปไซท์การศึกษา Forex หรือ จากโบรคเกอร์ ได้ จากนั้น คุณจะสามารถจำลองการเทรด อย่างเสมือนจริง และได้เรียนรู้สภาวะตลาดจริง ที่หลากหลาย รวมถึงดู ผลกระทบของสกุลเงินต่าง ๆ จากในอดีตได้

ตลาด Forex สามารถให้โอกาศนักลงทุน หาเงินได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ อย่างไรก็ตาม การลงทุนในตลาด Forex นั้นมีความเสี่ยง ไม่มีนักลงทุนคนไหนที่สามารถทำกำไรได้ จากการเข้าเทรดทุกครั้ง นอกจากนี้ ผู้เทรดอาจขาดทุนอย่างหนัก ถ้าไม่ระมัดระวัง หรือไม่ได้ลงทุนอย่างฉลาด

บทความต้นฉบับ (ภาษาอังกฤษ)
Forex - Forex Trading 101 - A Basic Understanding โดย เดวิด ซิลวา (David Silva) 


ศึกษาข้อมูลได้ที่ http://siammetatrader.com/index.php/topic,51.0.html

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

บทนำกลยุทธ์การเก็งกำไร

ประเด็นหนึ่งที่นักเล่นหุ้นทั้งหลายสับสนกับชีวิต ว่าควรจะเป็นนักลงทุน หรือ นักเก็งกำไรดี เป็นคำถามที่หลายคนอยากรู้ เพราะ “เมื่อซื้อหุ้นอยากลงทุน แต่พอหุ้นขึ้นแรง กลับขาย เพราะอยากเก็งกำไร”  “แต่เมื่อซื้อหุ้นเพื่อเก็งกำไร หวังให้หุ้นขึ้น แต่พอหุ้นตกกลับบอกขอถือเพื่อเป็นการลงทุน”  แต่สำหรับตัวผม แล้วมองทุกอย่าง ก็คือการเก็งกำไร หากคุณอยากที่จะขายเพื่อทำกำไรจากสิ่งนั้นๆ ยกเว้นเสียแต่ ผู้ที่ซื้อหุ้นเพื่อสะสม หรือเก็บไว้เพื่อรับปันผล ดังเช่น วอเรนต์บัฟเฟต หรือ ผู้ที่ชอบซื้อสิ่งของที่มีค่าสะสม เช่น รูปภาพ, แสตมป์ หรือของ โบราณ เพื่อขายในราคาที่สูงจนเกินความพอใจ มากๆ (โดยที่ไม่ขายก็ไม่เดือดร้อน เพราะชอบและรัก กับของสะสมนั้นๆอยู่แล้ว) จึงจะเรียกว่านักลงทุน

ไม่ว่าจะเรียกอย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนจำเป็นจะต้องรู้คือ รู้จักตัวเอง ก่อนที่จะรู้จัก สิ่งอื่นๆ เพราะ หากเรารู้จักตัวเองดีพอ ก็จะสามารถ กำหนดกลยุทธ์การลงทุน หรือการวางแผน ให้ประสบความสำเร็จได้ ดังนั้นผมจึงรวบรวมข้อคิดที่ จะมาบอกกล่าว ในรูป กลยุทธ์ การเก็งกำไรกัน ซึ่งบทความนี้อาจจะมีบางส่วนที่อ้างอิง จากหนังสือ เรื่อง “The Zurich Axioms”

บทนำกลยุทธ์การเก็งกำไร
“ในตลาดการลงทุนส่วนใหญ่มักมองว่า การเก็งกำไรเป็นเรื่องเลวร้าย ซึ่งแตกต่างจากการลงทุนโดยสิ้นเชิง  แต่ความเป็นจริงแล้ว เราทุกคนต่างหาก ที่ล้วนแล้วแต่ต้องการกำไร จากการลงทุน เพียงมองแต่ว่า การใช้ระยะเวลา หรือผลประโยชน์ระยะสั้น ก็จะมองเพียงเป็นการเก็งกำไร แต่การร่วมลงทุนในระยะยาวถือเป็นการลงทุน แต่แท้ที่จริงทุกคนต่างมองถึงผลประโยชน์ ซึ่งปรับแต่งคำพูดให้สวยงามว่าเราต่างเป็นนักลงทุน”

โดยธรรมชาติแล้วกิจกรรมการเงินอะไรก็ตามที่ก่อให้เกิดกำไรมักจะเกี่ยวข้องกับความเสี่ยง ไม่ว่าผู้เกี่ยวข้องจะเป็นนักเสี่ยงโชคหรือไม่ก็ตาม วิธีเดียวที่ทำให้ความเสี่ยงใกล้ศูนย์คือการฝากเงินกับธนาคารหรือนำไปซื้อพันธบัตรรัฐบาล แต่ผลตอบแทนก็ย่อมต่ำไปด้วย ด้วยเหตุนี้บรรดานักลงทุนที่กระตือรือร้นต่างพยายามขวนขวายหาการลงทุนแบบอื่นที่ให้ผลตอบแทนและความเสี่ยงสูงกว่า แต่ที่แปลกคือทุกคนต่างไม่ยอมรับว่าตนเองกำลังเก็งกำไร กำลังเสี่ยงเงินของตนหรือกำลังเล่นการพนัน หากแต่แสร้งทำเป็นว่าตนเองมีความฉลาดรอบคอบและเรียกกิจกรรมที่ตนเองประกอบอยู่ว่า “การลงทุน”

ในความเป็นจริงแล้ว นักลงทุนและนักเก็งกำไรฟังดูไม่ต่างกันนัก เพราะการลงทุนทุกชนิดคือการเก็งกำไร แตกต่างกันแต่เพียงว่าบางคนยอมรับในขณะที่บางคนไม่ยอมรับ ไม่ว่าคุณจะเรียกกิจกรรมซื้อขายหลักทรัพย์ว่าเป็นการลงทุนหรือไม่ก็ตาม ความจริงก็ยังหนีความจริงไม่พ้น เพราะการพนันก็ยังคงเป็นการพนันวันยังค่ำ เพราะฉะนั้นการลงทุนทุกชนิดคือการเสี่ยงโชค เพราะคุณต้องเลือกวางเงินของคุณไว้ข้างหน้าว่าจะแทงกองไหน ไม่ว่าคุณจะเลือกหุ้นอะไรก็ตาม ยอมรับเสียเถอะว่านั้นคือการเสี่ยงโชค ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะต้องมาหลอกตัวเอง

นักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จ เจสซี่ ลิเวอร์โมร์ กล่าวว่า
“ความเสี่ยงอาจมีผลทางบวกหรือลบ เพราะ เราอาจจะสูญเสียสิ่งที่มีอยู่แทนที่จะได้รับผลตอบแทน แต่อย่างไรก็ดีถ้าเราจนลงเพราะการเสี่ยงโชคแล้ว มันก็ยังดีกว่า การที่จนลงเพราะอยู่เฉยๆ ไม่ใช่หรือ?”

“ไม่ว่าคุณจะมีอาชีพอะไร คุณจะต้องเผชิญกับสิ่งที่หวานและขมเสมอ ถ้าคุณเลี้ยงผึ้ง คุณก็ย่อมถูกผึ้งต่อย แต่สำหรับผม ผมก็มีความกังวลอยู่เสมอ ถ้าใครไม่มีความกังวลแล้ว เขาผู้นั้นคงยากจนต่อไป”
ศึกษาข้อมูลได้ที่ http://siammetatrader.com/index.php/topic,43.0.html

วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

กฎ 10 ข้อในการอยู่รอดและการลงทุนด้วย การวิเคราะห์ทางเทคนิค

กฎ ทั้ง10 ข้อนี้ เป็นหลักการสำคัญสำหรับผู้ที่ใช้วิธีการวิเคราะห์ทางเทคนิคสำหรับการลงทุน เพราะหากไม่มีหลักการดังกล่าวแล้ว เราก็จะไม่สามารถกำหนดการซื้อขายที่เป็นรูปแบบได้ ซึ่งในกฎเหล่านี้จะพูดถึงการวิเคราะห์แนวโน้ม , หาจุดกลับตัว, ติดตามค่าเฉลี่ย, มองหาสัญญาณเตือน และอื่นๆ หากท่านสามารถเข้าใจและ ปฎิบัติตามหลักการเหล่านี้ได้ผมเชื่อว่าท่าน ก็สามารถเอาตัวรอด ด้วยการลงทุนโดยใช้หลักการวิเคราะห์ทางเทคนิค ได้ครับ


1. ดูแนวโน้ม
เรียน รู้ชาร์ตในระยะยาว โดยเริ่มการวิเคราะห์ชาร์ตในระดับเดือนและสัปดาห์ ของช่วงเวลาหลายๆปี การดูชาร์ตในระดับของช่วงเวลาที่กว้างขึ้นจะทำให้สามารถมองเป็นแนวโน้มของ ตลาดในระยะยาวได้ชัดเจนขึ้น เมื่อทราบถึงแนวโน้มระยะยาวแล้ว จึงจะดูชาร์ตในระดับวันและนาที การดูแนวโน้มในช่วงสั้นเพียงอย่างเดียวจะทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ถึงแม้ว่าคุณจะลงทุนในระยะสั้น คุณจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหากคุณลงทุนในทิศทางเดียวกับแนวโน้มในระยะกลางและ ยาว

2. วิเคราะห์และไปตามแนวโน้ม
แนว โน้มของตลาดมีหลายช่วงเวลา ระยะยาว ระยะกลาง และระยะสั้น สิ่งแรกคือ คุณต้องรู้ว่าคุณจะลงทุนในระยะเวลาเท่าใด และวิเคราะห์ชาร์ตของช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยที่คุณต้องแน่ใจว่าคุณลงทุนไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มในระยะเวลานั้นๆ ซื้อเมื่อแนวโน้มอยู่ในขาขึ้น และขายเมื่อแนวโน้มอยู่ในขาลง หากคุณลงทุนในระยะกลาง ให้ใช้ชาร์ตในระดับวันและสัปดาห์ ถ้าคุณลงทุนระยะสั้น ให้ใช้ชาร์ตระดับวันและรายนาที อย่างไรก็ตาม ในแต่ละกรณี ให้ดูแนวโน้มของช่วงเวลาที่ยาวขึ้น และใช้ชาร์ตของช่วงเวลาที่สั้นลงในการหาจุดที่จะเข้าซื้อ-ขาย

3. หาจุดสูงสุดและต่ำสุด
วิเคราะห์ แนวรับและแนวต้าน จุดที่ดีที่สุดในการเข้าซื้อก็คือจุดใกล้แนวรับซึ่งมักจะเป็นจุดต่ำสุดของ รอบการซื้อขายที่แล้ว จุดที่ดีที่สุดสำหรับการขายก็คือจุดที่ใกล้แนวต้าน ซึ่งมักจะเป็นจุดสูงสุดของรอบการซื้อขายที่แล้ว หากมีการเคลื่อนผ่านแนวต้าน แนวต้านนั้นจะกลายเป็นแนวรับสำหรับการปรับตัวลดลง อีกนัยหนึ่ง จุดสูงสุดเดิมกลายเป็นจุดสูงสุดใหม่ และเช่นเดียวกัน ในกรณีที่ราคาทะลุผ่านแนวรับ มักจะมีแรงขายออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้จุดต่ำสุดเดิมกลายเป็นจุดต่ำสุดใหม่

4. รู้ว่าจะไปไกลแค่ไหนจึงจะกลับตัว
เทียบ อัตราส่วนการขึ้น-ลง เป็นเปอร์เซนต์ โดยทั่วไปตลาดจะมีการกลับตัวทั้งขึ้นและลงตามสัดส่วนเปอร์เซนต์ของแนวโน้ม ของช่วงก่อน คุณสามารถวัดอัตราส่วนของการปรับตัวขึ้นหรือลงของแนวโน้มปัจจุบันได้โดยใช้ อัตราส่วนชุดหนึ่งที่มีการกำหนดค่าไว้แล้ว เช่น การกลับตัวขึ้นหรือลง 50%ของแนวโน้มก่อน เป็นอัตราพื้นฐานที่ใช้กันบ่อย อัตราส่วนต่ำสุดของการวัดการดีดกลับ คือ 1/3 ของแนวโน้มก่อน และอัตราส่วนสูงสุดคือ 2/3 อัตราส่วนที่สำคัญและควรให้ความสนในก็คือ อัตราส่วน Fibonacci 36% และ 62% ดังนั้น เมื่อตลาดมีการพักในช่วงแนวโน้มขาขึ้น จะมีจุดซื้อคืนจุดแรกเมื่อตลาดปรับตัวลง 33-38% ของจุดสูงสุด

5. ใช้เส้นแนวโน้ม
เส้น แนวโน้มเป็นหนึ่งในเครื่องมือการวิเคราะห์ที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุด สิ่งที่ต้องคำนึงถึงมีเพียงขอบเขตที่เส้นแนวโน้มแสดงและจุด 2 ตำแหน่งบนชาร์ต เส้นแนวโน้มขาขึ้นวาดโดยใช้จุดต่ำสุด 2 จุด ที่อยู่ใกล้กัน และเส้นแนวโน้มขาขึ้นวาดโดยใช้จุดสูงสุด 2 จุดใกล้กัน ราคาของหุ้นมักจะเคลื่อนเข้าใกล้เส้นแนวโน้มก่อนที่จะเคลื่อนกลับเข้าสู่แนว โน้มของมัน หากราคาทะลุผ่านเส้นแนวโน้ม จะแสดงถึงสัญญาณของการเปลี่ยนแนวโน้ม เส้นแนวโน้มจะมีผลเมื่อราคาเคลื่อนแตะที่เส้น 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย เส้นแนวโน้มที่ลากได้ยิ่งยาว หมายถึง จำนวนครั้งมากขึ้นของการทดสอบเส้นแนวโน้ม และยิ่งทำให้เส้นแนวโน้มมีความสำคัญมากขึ้น

6. ติดตามค่าเฉลี่ย
หมาย ถึงการเคลื่อนไหวของเส้นค่าเฉลี่ย ซึ่งจะบอกถึงราคาเป้าหมายที่จะซื้อและขาย เส้นค่าเฉลี่ยเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าราคาอยู่ในแนวโน้มเช่นใดและช่วยยืนยัน สัญญาณการเปลี่ยนแนวโน้ม อย่างไรก็ตาม เส้นค่าเฉลี่ยไม่ใช่เครื่องมือที่จะบอกล่วงหน้าว่าแนวโน้มกำลังจะเปลี่ยน รูปแบบของการใช้เส้นค่าเฉลี่ยที่เป็นที่นิยมคือการใช้เส้นค่าเฉลี่ย 2 เส้นเพื่อหาจุดซื้อ-ขาย ค่าที่นิยมใช้สำหรับค่าเฉลี่ยที่ใช้คู่กันคือ 5 วันและ10 วัน, 10 วันและ25วัน, 25 วันและ 50 วัน สัญญาณซื้อ-ขายเกิดขึ้นเมื่อเส้นที่มีค่าเฉลี่ยสั้นกว่าตัดกับเส้นที่ ยาวกว่า หรือ เมื่อราคาเคลื่อนผ่านเส้นค่าเฉลี่ย 25 วัน เนื่องจากเส้นค่าเฉลี่ยต่างๆเป็นดัชนีที่เคลื่อนไปตามแนวโน้ม การใช้เส้นค่าเฉลี่ยจึงเหมาะสำหรับตลาดที่ในช่วงที่มีแนวโน้มที่ชัดเจน

7. รู้ถึงจุดที่ตลาดกลับตัว
Oscillators (เครื่องมือที่มีตัวเลข ตั้งแต่ 0 ถึง 100) เป็นดัชนีที่ช่วยชี้บอกจุดที่มีการซื้อหรือขายมากเกินไป ในขณะที่เส้นค่าเฉลี่ยจะช่วยยืนยันว่าตลาดการเปลี่ยนแนวโน้ม Oscillators จะช่วยเตือนล่วงหน้าว่าตลาดเคลื่อนไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งมากเกินไป และทำให้เกิดการกลับตัว Oscillators ที่เป็นที่นิยม ได้แก่ Relative Strength Index (RSI) และ Stochastics ทั้งสองตัวนี้จัดเป็นเครื่องมือที่เรียกว่า Oscillators เพราะให้ค่าที่อยู่ในช่วง 0 ถึง 100 เมื่อ RSI มีค่าเกิน 70 จะแสดงถึงการซื้อที่มีมากเกินไป (Overbought) และ ต่ำกว่า 30 แสดงถึงการขายมากเกินไป (Oversold) ค่า Overbought และ Oversold สำหรับ Stochastics คือ 80 และ 20 นักลงทุนส่วนใหญ่ใช้ค่า 14 วันหรือสัปดาห์สำหรับการคำนวณ Stochastics และ 9 หรือ 14 วันหรือสัปดาห์สำหรับ RSI สัญญาณกลับตัวที่เกิดใน Oscillators จะเป็นสัญญาณเตือนว่าตลาดกำลังจะกลับตัว เครื่องมือเหล่านี้ใช้ได้ดีเมื่อตลาดอยู่ในช่วงที่เหมาะกับการเล่นเก็งกำไร และไม่แสดงแนวโน้มที่ชัดเจน สัญญาณในระดับสัปดาห์สามารถนำมาใช้ช่วยในการขจัดสัญญาณหลอกและยืนยันสัญญาณ ในระดับวัน และใช้สัญญาณระดับวันสำหรับยืนยันสัญญาณในรายนาที

8. มองเห็นสัญญาณเตือน
Moving Average Convergence Divergence (MACD) เป็นดัชนีวัด (พัฒนาโดย Gerald Appel) ที่รวมเอาระบบการตัดผ่านของเส้นค่าเฉลี่ยและการชี้จุด Overbought/Oversold ของ Oscillators ไว้ด้วยกัน สัญญาณซื้อจะเกิดเมื่อเส้นที่เร็วกว่าตัดขึ้นเหนือเส้นที่ช้ากว่า โดยที่ทั้ง 2 เส้นอยู่ต่ำกว่าศูนย์ สัญญาณขายเกิดเมื่อเส้นที่เร็วกว่าตัดลงต่ำกว่าเส้นที่ช้ากว่าที่เหนือ ศูนย์ สัญญาณในระดับสัปดาห์จะมีน้ำหนักและความสำคัญมากกว่าสัญญาณในระดับวัน MACD histogram ซึ่งมีลักษณะเป็นแท่ง แสดงถึงส่วนต่างระหว่าง MACD ทั้งสองเส้น สามารถส่งสัญญาณเตือนว่าจะมีการเปลี่ยนแนวโน้มได้เร็วกว่าอีกด้วย

9. เป็นแนวโน้มหรือไม่เป็นแนวโน้ม
Average Directional Index (ADX) เป็นดัชนีที่จะบอกว่าตลาดอยู่ในช่วงที่มีแนวโน้มหรือไม่ และเป็นตัวช่วยวัดว่าแนวโน้มนั้นอยู่ในระดับใด เส้น ADX ที่ชี้ขี้นแสดงถึงแนวโน้มที่มีความชัดเจนมาก ควรใช้เส้นค่าเฉลี่ยในการวิเคราะห์ หากเส้น ADX ปรับตัวต่ำลง แสดงถึงตลาดที่ไม่มีแนวโน้มและเหมาะสำหรับเก็งกำไรระยะสั้น ควรใช้ Oscillators ในการวิเคราะห์ การใช้ ADX ช่วยนักลงทุนในการวางแผนกลยุทธ์การลงทุนและในการเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม กับสภาวะตลาด

10. รู้จักการดูสัญญาณเพื่อยืนยันแนวโน้ม
สัญญาณ ที่ให้การยืนยันรวมถึงปริมาณการซื้อขายและจำนวนการซื้อขายที่มีการลงทุนจาก ผู้ที่เข้ามาซื้อขายใหม่ (open interest) ทั้ง 2 ตัวนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการยืนยันแนวโน้มสำหรับตลาดล่วงหน้า ปริมาณการซื้อขายมักจะส่งสัญญาณกลับตัวก่อนที่ราคาจะกลับตัว สิ่งสำคัญคือจะต้องมั่นใจว่ามีปริมาณการซื้อขายอย่างหนาแน่นในทิศทางเดียว กับแนวโน้มปัจจุบัน ในแนวโน้มขาขึ้น ควรมีปริมาณการซื้อขายที่มากขึ้นเพื่อยืนยันว่าแนวโน้มนั้นยังแข็งแรงอยู่ ส่วน open interest ที่เพิ่มขึ้นนั้นจะช่วยยืนยันว่ามีเงินไหลเข้ามาต่อเนื่องและช่วยหนุนให้แนว โน้มปัจจุบันคงอยู่ หาก open interest ลดลง ย่อมเป็นสัญญาณเตือนว่าแนวโน้มนั้นใกล้สิ้นสุดลง ดังนั้นราคาที่มีแนวโน้มสูงขึ้นควรจะมีปริมาณซื้อขายและ open interest หนุนอยู่ด้วย

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://siammetatrader.com/index.php/topic,32.0.html