วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2558

กว่าจะกลับมาเท่าทุน

รู้ไหมครับว่า...?

ในการที่เราขาดทุนแต่ล่ะครั้งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่เราจะให้ทุนนั้นกลับมาเท่าเดิม
เราต้องทำกำไรให้ได้มากกว่าเปอร์เซ็นต์ที่ขาดทุนไปหลายเท่า กว่าทุนนั้นจะกลับมาเท่าเดิม

มี หลายคนที่เทรดเสียมากๆแล้วเกิดอารมณ์อยากเอาคืน ทำให้ขาดสติในการเทรดโดยไม่มีการวางแผน หวังเพียงแค่อยากได้ทุนคืนเท่านั้น สุดท้าย..ต้องพ่ายแพ้ต่อตลาดไป

**ดังนั้นเราควรมีการวางแผนในการเข้าเทรดเป็นอย่างดี และ Stop Loss ในจุดทื่เหมาะเพื่อป้องกันการขาดทุนของเราให้อยู่ในขอบเขต

 
 
ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://siammetatrader.com/index.php/topic,120.0.html

จะขาดทุนได้กี่ครั้ง

คุณเคยคำนวณดูไหมครับว่า ??

ในการขาดทุนแต่ละครั้งของคุณ คุณจะ Stop loss ไม่เกินกี่ % ของต้นทุน
และถ้า Stop Loss ต่อกันสัก 10 ครั้ง พอร์ตของคุณจะเป็นอย่างไร ??
คุณยังจะเหลือเงินทุนไว้เทรดต่อหรือไหม?
การบริหารแบบนี้เป็นการวางแผนรับภัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้พอร์ตลงทุนของเราไม่เสียหายจนเกินไป
** ในการเปิดออร์เดอร์แต่ละครั้งควรเข้าจุดที่มั่นใจหากไม่มั่นใจควรรอจนกว่าจะ มั่นใจเพื่อเป็นการลดการขาดทุนที่ดีที่สุด และควรบริหารพอร์ตลงทุนให้อยู่ในความเสี่ยงที่เรารับได้...ขอบคุณมากครับ

 
 
ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://siammetatrader.com/index.php/topic,119.0.html

บทสรุปของคำว่า "ล้างพอร์ต"


เป็นอีกครั้งที่ผมทำได้สำเร็จกับเขาเสียที นั่นคือ "ล้างพอร์ต" ครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 5 เดือน อะไรมันจะเร็วปานนั้นนนนนนนนพี่น้อง... ขอมาเล่าให้พี่น้องฟังกันครับ เป็นข้อคิด ข้อเตือนใจแล้วกันครับ สาเหตุที่ยังทำให้ผมพบกับคำว่าล้างพอร์ต พอที่จะสรุปสาเหตุหลัก ๆ ได้ดังนี้ครับ

1. ลงลอตใหญ่เกินไป หวังรวยเร็ว คือทุน $100 ลงทีละ 5 ลอต เก็บสั้นทีละ 3-10 จุด แรก ๆ ก็พอได้ครับ กำไรงาม ชักชะล่าใจ ปล่อยให้ลาก สุดท้ายก็....
2. ไม่มีการตั้ง SL เพราะว่า ยังไงราคามันต้องวิ่งกลับมาแน่นอน ไม่มีทางที่มันจะวิ่งไปทางเดียว แต่กว่ามันจะกลับมา สุดท้ายก็....
3. เสียดาย น่าจะได้มากกว่านี้ อีกนิดนึง เกือบถึงแล้ว รออีกหน่อยน่า สุดท้ายก็....
4. มองเทรนไม่ออก เข้าออกตามความรู้สึก ไม่สนอารมณ์ตลาด สุดท้ายก็...
5. เข้าออกไม่มีจังหวะ ชะชะช่า อยากเข้าก็เข้า อยากออกก็ออก สุดท้ายก็...

คิด อะไรไม่ออกแล้วครับ หลัก ๆ ก็มีเท่านี้ครับ ฝากใครที่ยังไม่พบกับคำว่า "ล้างพอต" รบกวนอย่ารีบตามผมมาน่ะครับ เล็ก ๆ ใช่ ใหญ่ ๆ อย่าทำ (เสียน้อย ๆ ดีกว่าเสียมากน่ะครับ...) ฝากเพื่อน ๆ นักเทรดทุกท่านด้วยน่ะครับ...

 ศึกษาข้อมูลได้ที่ http://siammetatrader.com/index.php/topic,118.0.html
 

เคล็ดวิชาไร้พ่าย

 เดิมทีจักรวาลนั้นว่างเปล่า อู๋จี๋ (Ou Chi) "หุ้นตัวนั้นยังไม่มีใครสนใจ" ต่อมาจึงมีสิ่งที่ตามมาภายหลังความว่างเปล่าเรียกว่า ไท่จี๋ (Tai Chi) "หุ้นตัวนั้นเริ่มมีคนสนใจแต่ยังไม่ไปใหน แรงซื้อ=แรงขาย" แล้วจึงเกิดการแบ่งแยกเป็นหยิน หยิน (YIN) และ หยาง (YANG) "แสดงทิศทางว่าขึ้นหรือลง แรงขายไม่เท่ากับแรงซื้อ" เป็นขั้วซึ่งกำหนดขอบเขตของวัฏจักรแห่งการเปลี่ยนแปลง เมื่อขั้วหนึ่งถึงจุดสูงสุดก็ต้องถอยให้กับอีกขั้วหนึ่ง จะเป็นเช่นนี้เสมอไป ที่สุดของภาวะหมีคือภาวะกระทิง ที่สุดของภาวะกระทิงก็คือภาวะหมี ในภาวะหมีมีภาวะกระทิง ในภาวะกระทิงมีภาวะหมี ที่สุดของแรงซื้อก็คือแรงขาย ที่สุดของแรงขายก็คือแรงซื้อ ในแรงซื้อมีแรงขาย ในแรงขายมีแรงซื้อ การดำรงอยู่อย่างเป็นสุขต้องทำตนให้สอดคล้องกับจักรวาล คือหลักสมดุลแห่งหยินหยาง การเล่นหุ้นได้กำไรและมีความสุข ต้องเข้าออกอย่างสอดคล้องกับแรงขายและแรงซื้อของรายใหญ่ ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนใหว ใช้ความอ่อนพิชิตความแข็ง ใช้ความช้าพิชิตความเร็ว นิ่มอ่อน ผ่อนคลาย ลีลาเชื่องช้า มั่นคง พร้อมดูดซับพลังปรปักษ์แล้วโต้กลับได้ทุกเมื่อ ที่สุดของหยินก็คือหยางอันกล้าแข็งอย่างยิ่ง นี่คือหลักการใช้หยินพิชิตหยางในคัมภีร์เก้าอิมที่อาจนำเอามาใช้ในการเอาชนะ ตลาดหุ้นได้โดยไม่ยาก ทำตัวเป็นเหาฉลามแล้วจะเล่นหุ้นได้กำไรไม่ค่อยขาดทุน ทำตัวเป็นนักเลงหุ้นอาจต้องขาดทุนไม่ค่อยได้กำไร

การทุบหุ้นของราย ใหญ่ ผู้ที่เสียหายเยอะสุดสุดก็คือรายใหญ่และผู้ถือหุ้นใหญ่กับเจ้าของบริษัท ดังนั้นจึง ควรใช้หลักวิชาของมวยไท้เก็ก อันว่าด้วยการอ่อนตามและเกาะติด แล้วจึงโต้กลับด้วกระบวนท่าอันไร้กระบวนท่า ไร้กำลังแต่เปี่ยมด้วยแรง ไร้สภาวะแต่ดำรงอยู่ หยิน-หยางไม่ปรากฏ พร้อมเข้าตีปรปักษ์ได้ทุกเมื่อ อย่างไร้ตัวตน โดยอาศัยแรงของปรปักษ์ในการทำร้ายปรปักษ์

ไร้กระบวนท่าจึงเป็นสุดยอดกระบวนท่า
ไร้กำลังจึงมีแรง
ไร้ตัวตนจึงไร้พ่าย

ธรรมดาทั่วไปแล้ว
ผู้มีกำลังมากย่อมชนะผู้มีกำลังน้อย
ผู้ที่ว่องไวย่อมชนะผู้ที่เชื่องช้า
แต่...
ด้วยหลักอ่อนหยุ่นพิชิตแกร่งกร้าว(สี่ตำลึงเหวี่ยงฟาดพันชั่ง)
นิ่งสงบสยบความเคลื่อนใหว
ลงมือทีหลังแต่ถึงก่อน
ดังนี้...
ผู้มีกำลังน้อยย่อมชนะผู้มีกำลังมาก
ผู้ที่เชื่องช้าย่อมชนะผู้ที่ว่องไวได้โดยง่ายดาย
อย่าซื้อหุ้นในขณะที่แรงขายยังไม่หมด
รอให้แรงขายหมดแล้วจึงค่อยเข้าซื้อ
เมื่อไม่มีผู้รอซื้อรายใหญ่ย่อมซื้อกลับคืนรายย่อยจึงมีกำไร

รู้จักผู้อื่น --> เป็นความฉลาด
รู้จักตัวเอง --> เป็นการรู้แจ้ง
ควบคุมผู้อื่น --> ใช้กำลัง
ควบคุมตัวเอง --> ใช้ความเข้มแข็ง
คนที่รู้จักพอ -->เป็นคนร่ำรวย
ความบากบั่น --> เป็นเครื่องหมายของพลังจิต
มนุษย์ไปได้ไกล --> เท่าที่เขามีความอดทน
การตาย -->โดยไม่สูญสิ้น --> เป็นการอยู่ชั่วนิรันดร์

ตำราทั่วไปมัก แบ่งแยกหุ้นดีกับหุ้นไม่ดี
แต่สำหรับข้า หาได้แบ่งแยกเช่นนั้นไม่
ข้ารู้จักแต่ หุ้นวิ่งกับหุ้นไม่วิ่งเท่านั้น
เพื่อการได้กำไรมากสุดในเวลาอันสั้นสุด
แล้วก็ไม่ต้องคิดอะไรให้มากมายด้วย
ข้ารู้ว่าเมื่อใดมันจะวิ่งเมื่อใดมันจะหยุดวิ่ง
และเมื่อใดมันจะวิ่งต่อ ด้วยการศึกษานิสัยของมัน

...เกมส์ ของความกลัวและความอยาก... ใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว... อย่ามองเพียง ด้านเดียวจงมองให้รอบด้าน... เก็บเกี่ยวข้อมูลให้มากแต่จงตัดสินใจเอง...
ผิดพลาดไม่ต้องโทษใครให้เสียกำลังใจจงแก้ตัวใหม่อย่าท้อถอย... ความสำเร็จรอคอยพวกเราอยู่แล้วข้างหน้า...

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://siammetatrader.com/index.php/topic,117.0.html

หลักนิยม Forex

หลักนิยม Forex (บทความเก่าแรกๆที่หายไปครับ)
------------------------------------------------------------------

การเทรดโฟเร็กจะขาดทุนก็ต่อเมื่อกดขายทั้งยังติดลบ

ต้องรู้ว่าโฟเร็กคืออะไรและต้องเข้าใจถึกำไรที่ได้มาจากอะไร

นักลงทุนที่ดีต้องไม่รีบร้อนและเอา แต่คิดจะได้

ถ้าการตามทุนที่เสียไปทำให้คุณขาดทุน นักเทรดกต้องรู้ว่าวันนี้หลงทาง

ปรับวิธีคิดใหม่เสียโฟเร็กไม่ใช่การพนัน

ถ้าคุณยังไม่รู้ว่าข่าวสำคัญอย่างไรนักลงทุนควรไปหัดเรียนภาษาสากล

ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนกับ โฟเร็ก ต้องสร้างความมั่นใจให้กับตนเองก่อนเป็นอันดับแรก นั่นคือความรู้ ไม่ใช่ความกล้า

บางครั้งเราต้องใช้ความกล้าเพื่อที่จะตัดสินใจ และต้องยอมรับผลแห่งความล้มเหลวและชัยชนะไปด้วยเช่นกัน

ถ้าทุนยังไม่พร้อม เปรียบเสมือนคุณไร้โล่ที่ดี ถ้าไม่มีความรู้ก็เปรียบเสมือนคุณคือนักรบที่ไร้อาวุธที่ดี

กลยุธการเทรดไม่มีหลักการตายตัวคุณต้องพร้อมที่จะยืดหยุ่นอิสระ

อย่าเอากฎเกณมาผูกมัดการตัดสินใจของคุณและอย่าตัดสินใจโดยไร้กฎเกณ

นัก เทรดที่ดีต้องหมั่นเสพข่าวเสมอ ไม่ใช่ทุกชั่วโมง ทุกนาที แต่ต้องตลอดเวลาถ้าคุณยังหวังจะทำกำไร และสร้างความกระตือรือร้นให้กับตนเองเสมอ

อะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคา ถ้าคุณไม่รู้ว่ามันคืออะไร คุณไม่มีคุณสมบัติพอที่จะลงทุน

อย่า มองกราฟให้เป็นกราฟ ให้มองกราฟเป็นความรู้สึกนักลงทุนทั่วโลก นักเทรดส่วนใหญ่มักจะคิดไม่ต่างกันกับคุณหรอก เพียงแค่คิดตามๆกันล้มกันเป็นโดมิโนไป จุดใดหัวใจคุณบอกให้ขายทำกำไรได้แล้ว เชื่อเถอะ มีอีกหลายล้านคนที่คิดเหมือนคุณและพร้อมจะทำให้กราฟเกิดการเปลี่ยนแปลงถ้า มันมากพอ

ความโลภเป็นจุดกำเนิดของความทะเยอทะยาน และความโลภก็เป็นจุดเกิดของความพินาศทางการเงินเช่นกัน

จะ มากน้อยเงินคือหัวใจหลักอันดับแรกที่คุณต้องมีพอก่อนการลงทุนและต้องคิดถึง ความผิดพลาดทางการเงินในการลงทุนในอนาคตว่ามันจะไม่ทำให้ชีวิตคุณเดือดร้อน

ทำกำไรในตลาด forex ได้อย่างไร

ทำกำไรในตลาด forex ได้อย่างไร...??

....ในตลาด forex นั้นเราจะทำการซื้อ คู่เงินนั้นเองโดยคาดหวังว่าราคาเปลี่ยนแปลงไป
หมายความว่า สกุลเงินที่ซื้อมาต้องมีมูลค่าเพิ่มเมื่อเปรียบเทียบกับสกุลเงินหนึ่งที่ขายไป

ตัวอย่างเช่น

วิธีอ่านค่า FX Quote
ค่าเงินจะวางเป็นคู่ๆเสมอไป เช่น EUR/USD , USD/JPY เป็นต้น
เพราะในตลาดการเงินนี้เราจะทำการซื้อค่าเงินตัวหนึ่งไป ในขณะเดียวกันเราก็ขายค่าเงินหนึ่งออกไป

ค่าตัวหน้าคืออะไร?? ค่าตัวหลังคืออะไร?? เขาอ่านกันว่าอย่างไรหรอ?? .....
ในบทนี้ผมจะมาเผยข้อสงสัยเหล่านี้ครับ

ผมจะยกค่าเงิน EUR/USD = 1.28 มาเป็นตัวอย่างนะครับ
เราจะอ่านค่าเงิน ตัวแรก (ค่าเงิน EUR) ว่า Base currency
เราจะอ่าค่าเงิน ตัวที่สอง (ค่าเงิน USD) ว่า Quote currency

เมื่อเราทำการซื้อ อัตราแลกเปลี่ยนจะบอกเราว่าเราจะต้องจ่าย Quote currency เท่าไหร่
เพื่อที่จะซื้อ Base currency 1 หน่วย
( EUR/USD = 1.28 ตามตัวอย่างข้างบน อัตราแลกเปลี่ยนคือ 1.28 )

เราจะเข้าซื้อเมื่อเราคาดว่า Base currency จะแพงขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับ  Quote currency
เราจะขายเมื่อเราคาดว่า Base currency จะถูกลง เมื่อเปรียบเทียบกับ Quote currency

** หลักของตลาดเงินคือ สมุติว่าเรากำลังเข้าซื้อ Base currency  แสดงว่าในขณะเดียวกัน เรากำลังทำการขาย Quote currency

Long/Shot

จำไว้นะครับว่า Long = Buy , Shot = Sell
ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆเลยก็คือว่า...
Long คือการทำกำไรขาขึ้น
Shot คือการทำกำไรขาลง

Bid/Ask spread

ทุกค่าเงินจะมีค่า Bid และ Ask
Bid คือ ราคาที่คุณจะขาย ( Sell )
Ask คือ ราคาที่คุณจะซื้อ ( Buy )
จงจำไว้ว่า Bid จะต่ำกว่า Ask เสมอ
ส่วนคำว่า Spread  คือ ส่วนต่างระหว่าง Bid กับ Ask

 
 
ศึกษาข้อมูลได้ที่ http://siammetatrader.com/index.php/topic,115.0.html

สิ่งที่จำเป็นในการวิเคราะห์ทางเทคนิค

สิ่งที่จำเป็นในการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical analysis)

สิ่งจำเป็นสำหรับนักวิเคราะห์ทางเทคนิคมีอยู่ด้วยกันหลักๆ อยู่ 4 ข้อ

1. เรียนรู้และฝึกฝน (lean and practice)
2. หยุดขาดทุน (Cut loss)
3. ปกป้องกำไร (protect your profit)
4. มีระเบียบวินัยในการลงทุน (investment discipline)

1. เรียนรู้และฝึกฝน (lean and practice)

การเรียนรู้และฝึกฝนเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกเลยก็ว่าได้นะครับ
เพราะการลงทุนไม่ใช่ความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงอยู่ที่ความรู้ของนักลงทุน

มีความรู้มากก็เสี่ยงน้อย
มีความรู้น้อยก็เสี่ยงมาก

และการฝึกฝนต้องมาควบคู่กับการเรียนรู้
เพราะเมื่อเรียนรู้แล้วต้องลงมือปฏิบัติในตลาดจริง จะได้รู้ถึงวิธีการประยุกต์เข้าสู่ตลาดจริง

ตัวอย่างเช่น ท่านมีปืนหนึ่งกระบอก ท่านได้ทำการเรียนรู้ว่าปืนนี้ยิงยังไง ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
แต่ท่านไม่เคยมาลองยิงจริงเลย ถามว่าท่านจะยิ่งแม่นขึ้นไหม??
คำตอบก็คือ ไม่เลยยยย

การเรียนรู้ทางเทคนิคก็เหมือนกันท่านมัวแต่ศึกษาตามตำราอย่างเดียวก็ไม่ได้ท่านต้องฝึกฝนในตลาดจริงด้วย
เพราะบทเรียนใน ตลาดบางเรื่องจำเป็นกว่าบทเรียนในตำราบางเรื่องอีก...

"การวิเคราะห์ทางเทคนิคไม่ได้บอกว่าคุณจะยิงเข้าเป้าเสมอไป แต่การวิเคราะห์ทางเทคนิคจะทำให้คุณยิงเข้าเป้ามากขึ้นเท่านั้นเอง"

2. หยุดขาดทุน (Cut loss)

Cut loss ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆเลยทีเดียวสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการประสบความสำเร็จ
เพราะการ Cut loss จะเป็นตัวช่วยให้เราไม่ขาดทุนมากจนเกินไป
แต่การ Cut loss เป็นการทำอะไรที่ค่อนข้างทำใจยากในคนบางกลุ่ม
เพราะชอบคิดไปว่า...ตัวอย่างเช่น เข้าไปในตลาด กดคำสั่ง Buy EUR/USD ไว้
เมื่อค่าของ EUR/USD ลดลง ก็ชอบหลอกตัวเองว่าเดี่ยวกราฟก็คงขึ้น
หลังจากนั้น....กราฟก็ค่อยๆลงไปเรื่อยๆๆ เรื่อยๆ อยู่แบบนั้นจนเงินที่หน้าตักหมด
ทำให้ล้างพอร์ตไปตามๆกัน

วิธีการแก้ไขที่ดีคือ ... เมื่อเราเข้าไปในตลาดแล้วมองว่ากราฟมันจะขึ้นเลยกดคำสั่ง Buy ไว้
แต่ พอกราฟมันมาผิดทางกับที่เราคำนวณไว้ ก็กด Cut loss แทนที่จะปล่อยให้มันลากยาวหรือภาวนารอให้มันขึ้น ก็ตัดมันทิ้งซะ ! "เนื้อร้ายต้องตัดออก"
แล้วออกมาดูแนวโน้มใหม่และพิจารณาว่า เมื่อกี้เราใทำอะไรผิดพลาดไป
เมื่อเรามั่นใจแล้วว่า "เมื่อกี้เราคำนวณผิดนะ จริงๆแล้วกราฟมันจะลง" ก็ Sell ไว้
เพียงเท่านี้ท่านก็สามารถเอาชนะตลาดได้ง่ายๆ

3. ปกป้องกำไร (protect your profit)

การปกป้องกำไรถือเป็นสิ่งที่ค่อนข้างถือว่าสำคัญเลยทีเดียวเพราะเป็นการรักษากำไรของเรา
ไม่ใช่แบบว่า ราคาขึ้นไปสูงจนทำให้มีกำไรแต่ไม่กล้าขายเพราะคิดว่าราคานั้นจะสูงกว่านี้
แต่พอเวลาผ่านไปราคากลับปรับลงเรื่อยๆจนทำให้ขาดทุนจึงทำการ Cut loss ไป
ทำให้เราขาดกำไรในส่วนที่เราควรจะได้มา

พูดมาหลายคนอาจจะ งง ผมเลยขอยกตัวอย่างให้ดูนะครับ

นาย ก ซื้อ หุ้นมาที่ราคาหุ้นละ 30 บาท ผ่านไป 10 วัน หุ้นมีราคา หุ้นละ 40 บาท
แต่นาย ก คิดว่าราคาน่าจะขึ้นไปได้เยอะกว่านี้นาย ก ก็เลยทำการปกป้องกำไร
โดยถ้าราคาหุ้นตัวนี้ลงมาต่ำกว่า 38 บาท นาย ก จะทำการขาย
แต่พอเวลาผ่านไป หุ้นตัวนี้ไม่มีการปรับราคาขึ้น แต่ดันปรับตัวลง และก็ลง
ลงเรื่อยๆ จนราคามาถึง หุ้นละ 20 บาท

เห็นไหมล่ะครับ นาย ก ได้ทำการปกป้องกำไรส่วนของเขาไว้
ถ้านายก็ไม่ทำการปกป้องกำไรส่วนนี้ไว้ เขาก็อาจจะขาดทุนก็ได้...

4. มีระเบียบวินัยในการลงทุน (investment discipline)

ระเบียบถือเป็นสิ่งที่สำคัญ ถือว่านักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากกว่า 99.9999% ทำกัน
ก็คือ มีระเบียบและวินัยในการลงทุน

เพราะการมีระเบียบและวินัยจะทำให้คุณปฏิบัติตามระบบของคุณ
หลายคนอาจยังไม่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เท่าไหร่นักเพราะคิดว่า อยากเข้าเมื่อไหร่ก็เข้า
อยากเข้าเมื่อไหร่ก็เข้านี้มันเป็นระบบของ "นักพนัน" นะครับ
นักลงทุนเขาจะต้องมีการวางแผนก่อนเข้า หาจังหวะเข้าที่ดี หาจังหวะออกที่ดีและหาวิธีการหนีที่ดีด้วย

เมื่อมีแนวโน้มออกมาไม่ชัดก็ไม่เข้า เมื่อระบบบอกว่า Cut loss ก็ต้องทำ
ทำตามกฎที่ตัวเองตั้งไว้อย่าง อดทน และหนักแน่น
แล้วจะทำให้คุณเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จครับ...

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://siammetatrader.com/index.php/topic,113.0.html